คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 7383/2558
หลักกฎหมาย
อ. ครูประจำชั้นของโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนของจำเลยมีส่วนประมาทเลินเล่อในการดูแลความปลอดภัยของโจทก์โดยละเลยไม่รีบนำโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาดวงตา หลังจากทราบว่าโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย ซึ่งการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวน่าเชื่อว่ามีส่วนทำให้ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ติดเชื้อ โดย ว. จักษุแพทย์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า หากดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ไม่ติดเชื้อก็อาจจะไม่ถึงขนาดสูญเสียการมองเห็น เมื่อโจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า โจทก์ต้องสูญเสียการมองเห็นในเวลาต่อมาตามใบรับรองแพทย์ โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดในผลของความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์มิได้นำสืบในรายละเอียดของค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าเจ็บป่วยต้องทนทุกขเวทนาและกระทบกระเทือนจิตใจที่สูญเสียดวงตาข้างซ้าย กับค่าสูญเสียดวงตาในการทำมาหาเลี้ยงชีพตามที่โจทก์เรียกมาในคำฟ้องแต่ละจำนวน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายและมีค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่ากับที่โจทก์เรียกมาในคำฟ้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้นับแต่เวลาที่ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษาเรื่องดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องฎีกา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2005/2556 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 5,650,343.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,003,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์และชำระค่าธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดในเหตุที่นางสาวอำพร ครูประจำชั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยละเลยไม่พาโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาทันทีหลังจากโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้ายหรือไม่ ตามทางนำสืบของคู่ความฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันเกิดเหตุหลังจากโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้ายได้รับบาดเจ็บเมื่อเวลาประมาณ 10 นาฬิกาแล้ว นางสาวอำพร และนางสาวเครือมาศเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้พาโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาทันที รวมทั้งมิได้แจ้งเหตุให้ผู้ปกครองของโจทก์ทราบ เป็นเหตุให้โจทก์ไปพบแพทย์ภายหลังเกิดเหตุแล้ว 5 ถึง 6 ชั่วโมง ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าว ถือว่าเป็นการไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลโจทก์จนเป็นเหตุให้ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์มองไม่เห็นตามใบรับรองแพทย์หรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาปัญหาดังกล่าว จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่านางสาวอำพรและนางสาวเครือมาศรู้ตั้งแต่แรกหรือไม่ว่า โจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย เห็นว่า ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความละเอียดอ่อนและอาจเกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้โดยง่าย นายณัฐวัฒน์ จักษุแพทย์โรงพยาบาลตากสินผู้ตรวจรักษาโจทก์ได้มาเป็นพยานโจทก์เบิกความประกอบแบบใบแสดงความเห็นของแพทย์ว่า วันเกิดเหตุพยานได้ตรวจรักษาโจทก์ พบว่าโจทก์มีบาดแผลฉีกขาดที่ตาดำข้างซ้ายขนาด 4 ถึง 5 มิลลิเมตร และกระจกตาทะลุ พยานจึงเย็บซ่อมกระจกตาดำให้โจทก์ ขณะนั้นพยานยังไม่สามารถประเมินได้ว่า โจทก์จะสูญเสียการมองเห็นหรือไม่ ตามคำเบิกความของจักษุแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ แสดงให้เห็นว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ได้รับอันตรายอย่างร้ายแรงที่ดวงตาข้างซ้าย ถึงขนาดกระจกตาฉีกขาดและทะลุ จึงเชื่อได้ตามที่นางสาวดาราบุตรพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุขณะที่พยานไปรับโจทก์ที่โรงเรียนที่เกิดเหตุ เมื่อเวลา 14.45 นาฬิกา นั้น โจทก์มีอาการตาแดงที่ดวงตาข้างซ้ายอย่างมากจริง แม้นายณัฐวัฒน์ จักษุแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โดยทั่วไปแล้วเป็นการยากที่จะมองเห็นบาดแผลที่กระจกตาของโจทก์ก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดี นางสาวอำพรก็ควรจะสังเกตเห็นความผิดปกติที่ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ซึ่งได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรง เช่นเดียวกับนางสาวดาราบุตรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวอำพรไม่เห็นเหตุการณ์ที่โจทก์ถูกทำร้ายแต่นางสาวอำพรพยานจำเลยเบิกความยอมรับว่า ขณะเกิดเหตุ พยานได้ยินเสียงเด็กนักเรียนในห้องซึ่งน่าจะหมายถึงโจทก์ร้องไห้เสียงดังมาก พยานจึงเรียกมาสอบถาม หากโจทก์นิ่งไม่ตอบ ก็ไม่น่าเชื่อว่า นางสาวอำพรจะไม่ซักไซ้ไล่เลียงโจทก์จนได้ความชัดว่า โจทก์ร้องไห้เพราะเหตุอันใด และนางสาวอำพรในฐานะครูอนุบาลก็ควรจะรู้ดีด้วยประสบการณ์ว่าโจทก์ร้องไห้เสียงดังตามประสาเด็กเล็กเพราะได้รับบาดเจ็บ ประกอบกับขณะนั้นโจทก์น่าจะได้รับความเจ็บปวดที่ตาข้างซ้ายอย่างมากและควรจะมีอาการระคายเคืองตา มีน้ำตาไหล ซึ่งนางสาวอำพรก็ควรจะสังเกตเห็นได้เช่นเดียวกัน แม้จะปรากฏว่าโจทก์มิได้นำเพื่อนๆ ของโจทก์มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น แต่ตามรูปคดีก็มีเหตุผลน่าเชื่อตามที่โจทก์เบิกความว่า หลังจากถูกทำร้ายโจทก์ได้พูดให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อนๆ จึงพาโจทก์ไปบอกครูอำพรหรืออีกนัยหนึ่งไปฟ้องครูนั่นเอง ซึ่งเป็นวิสัยของเด็กเล็กในวัยนั้นพึงกระทำและในการฟ้องครูดังกล่าว เพื่อนๆ ของโจทก์ก็น่าจะระบุด้วยว่าโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย นางสาวอำพรควรจะรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้จึงมีน้ำหนักและเหตุผลน่ารับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยาง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง