คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 7386/2561
หลักกฎหมาย
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแม้จะไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเนื่องจากฟังได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์และข้อความซึ่งไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดงซึ่งอาจเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยการปลอมข้อความตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง ได้ แต่เหตุที่ไม่ได้ลงโทษในความผิดฐานนี้เพราะข้อเท็จจริงที่ได้ในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในคำฟ้อง ศาลจึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง มิใช่ว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้เสียทีเดียวว่าไม่มีการปลอมเอกสาร ทั้งยังได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ โดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าโฉนดได้สูญหายไปจริง จึงออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ใช้ใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักฐานในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 2 แปลงจากของโจทก์เป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่บุคคลอื่นไปอีกทอดหนึ่ง ดังนี้ การออกใบแทนโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นไปโดยผิดหลงเนื่องจากหลงเชื่อการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 และเมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า โฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง ดังกล่าว อยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์มาโดยตลอดและไม่ได้สูญหายไป ใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 นำไปใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จึงเป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีเหตุให้ต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินแปลงที่ 2 ตามคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ลงวันที่ 27 กันยายน 2545 เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงที่ 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 7 และระหว่างจำเลยที่ 7 กับที่ 8 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมและเพิกถอนการโอนและจดทะเบียนใส่ชื่อให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่ 2 ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ส่งมอบที่ดินแปลงที่ 2 คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงที่ 2 และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระราคาที่ดินแปลงที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,075,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ไม่สามารถส่งมอบ เพิกถอนการโอนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่ 2 ให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชำระราคาเป็นเงิน 38,880,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ และหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจทั้ง 3 ฉบับ ตามฟ้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องแล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ไปจนเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 โดยกำหนดค่าทนายความให้ทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทนายความจำเลยที่ 2 ทนายความจำเลยที่ 7 และทนายความจำเลยที่ 8 คนละ 50,000 บาท โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง ระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้ในส่วนของการปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10207/2551 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ในการพิจารณาคดีนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงให้ศาลชั้นต้นรอคดีนี้ไว้ก่อนจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาโดยให้คู่ความมีหน้าที่แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วพร้อมส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกามาคนละ 1 ฉบับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาได้จดทะเบียนการหย่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 หลังจากนั้นโจทก์เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลหลายครั้ง โดยขณะฟ้อง โจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นนางกุลรัศมิ์ หลังจากโจทก์จดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้ซื้อที่ดิน 2 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 เมื่อปี 2532 และปี 2534 โดยโจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไว้ตลอดมาจนถึงขณะฟ้อง แต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 ให้นายสมศักดิ์ นำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2543 ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมศักดิ์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหาย และในการนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า โฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ตามคำขอ โดยให้โจทก์ไปรับใบแทนโฉนดที่ดินด้วยตนเอง แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจึงยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ หลังจากนั้นวันที่ 27 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ให้นายสมศักดิ์นำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2545 ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมศักดิ์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป และในการนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง