ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 740/2552

หลักกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ว่า ว. ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ถือว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางในเรื่องการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ อันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯมาตรา 25

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2547 (ที่ถูกประจำปีภาษี 2548) เล่มที่ 1 เลขที่ 5 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 1 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 19,125 บาท ภายในสามเดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดเวลาดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจต้องอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดจะต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดและมติของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ยอมรับว่าคำชี้ขาดถูกต้อง อีกทั้งโจทก์ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่กำหนดให้โจทก์ส่งเรื่องที่พิพาทแก่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการส่งให้คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์มิได้มอบอำนาจให้นายอนุรุต หรือนายวีระวัฒน์ เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จึงถือว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลตามมาตรา 7และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 หมายถึง สิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นอาจมีลักษณะเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ก็ได้ ที่ทำให้ที่ดินนั้นเปลี่ยนแปลงสภาพไปจากธรรมชาติที่เคยเป็นอยู่ และไม่จำเป็นต้องเป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบกิจการตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ที่โจทก์ปลูกสร้างเพื่อให้ประชาชนที่ใช้บริการโทรศัพท์ได้รับความสะดวกแก่การใช้บริการและเพื่อป้องกันมิให้โทรศัพท์เสียหาย ก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์ จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ และไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9 (2) การประเมินและคำชี้ขาดการประเมินของจำเลยจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมิน ประจำปีภาษี 2547(ที่ถูกประจำปีภาษี 2548) เล่มที่ 1 เลขที่ 5 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2548และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 1 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 19,125 บาท ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้มอบอำนาจให้นายวีระวัฒน์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า นายวีระวัฒน์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาประเมินใหม่โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางในเรื่องการมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 19,125 บาท จึงเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ได้รับยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ต้องส่งเรื่องที่พิพาทให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการ และกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาด การที่โจทก์ไม่ดำเนินการถือว่าโจท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2552 · ทนอย Thanoy