ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 7467/2543

หลักกฎหมาย

การให้การต่อสู้ว่าได้สิทธิภารจำยอมในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้นเป็นข้ออ้างที่รอนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นจึงต้องชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 เมื่อจำเลยให้การเพียงว่าก่อนซื้อที่ดินโจทก์ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินของโจทก์มาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ โดยมิได้อ้างว่าจำเลยครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้วมาด้วย ถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์โดยการครอบครอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในส่วนนี้ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินของโจทก์โดยอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยให้เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยหรือนอกประเด็นข้อพิพาทต้องถือว่าปัญหาดังกล่าวตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศซึ่งรุกล้ำไปในแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์เกินกว่า 10 ปี และต่อมาได้เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่ติดตั้งแทนและโจทก์รู้ถึงการทำละเมิดมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่การละเมิดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์คงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันฟ้องและปัจจุบันโจทก์ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ได้ หาอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปีไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์จะเป็นผู้รื้อถอนเองหรือว่าจ้างให้ผู้อื่นทำการรื้อถอนแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระเงินค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนดังกล่าวทั้งหมด จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดกันสาดดังกล่าวผู้ก่อสร้างได้ก่อสร้างไว้ในขณะสร้างตึกแถวก่อนที่โจทก์จะได้เข้ามาอยู่อาศัยและซื้อที่ดิน ซึ่งก่อนซื้อที่ดินโจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมายเนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ การที่จำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศและหลังคากันสาดไม่ทำให้โจทก์เสียหายและโจทก์ก็ทราบดี แต่ไม่คัดค้าน จึงไม่เป็นการละเมิดนอกจากนี้โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหลังคากันสาดบังแดดและฝนและรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่ปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 15902เลขที่ดิน 894 ตำบลสัมพันธวงศ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานครของโจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนเฉพาะเครื่องปรับอากาศโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่โจทก์ขอเป็นผู้รื้อถอนเอง หากจำเลยไม่ยอมรื้อ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ตำบลสัมพันธวงศ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง)กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนายวีระพันธ์ คงสวัสดิ์เกียรติ เมื่อวันที่ 9พฤษภาคม 2527 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11194 โดยซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจิวเต็กเซ้งเมื่อปี 2521 ที่ดินของโจทก์และของจำเลยอยู่ติดกัน ตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยโดยด้านหลังตึกแถวอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ และด้านหลังตึกแถวของจำเลยดังกล่าวมีหลังคากันสาดและเครื่องปรับอากาศรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์ โดยหลังคากันสาดรุกล้ำประมาณ80 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เมตร และเครื่องปรับอากาศรุกล้ำประมาณ1 เมตร เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายที่ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมเกี่ยวกับหลังคากันสาดในที่ดินของโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยหรือนอกประเด็นหรือไม่เสียก่อน โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดยื่นออกมาจากส่วนด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยและติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนหลังคากันสาดและเครื่องปรับอากาศดังกล่าวจำเลยให้การต่อสู้มีใจความเป็นสำคัญว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดยื่นออกจากส่วนหลังของตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 และมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เพราะหลังคากันสาดดังกล่าวผู้ก่อสร้างได้ก่อสร้างไว้ในขณะสร้างตึกแถวดังกล่าวก่อนที่โจทก์จะได้เข้ามาอยู่อาศัยและซื้อที่ดินของโจทก์ ซึ่งก่อนซื้อที่ดินโจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมายเนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะการที่จำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็ดี หลังคากันสาดของจำเลยก็ดีโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดและไม่เคยคัดค้านจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ มีปัญหาว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินของโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 เห็นว่าการได้ภารจำยอมโดยอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งก็คือมาตรา 1382ดังนั้น การให้การต่อสู้ว่าได้สิทธิภารจำยอมในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นการรอนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นนั้น ข้ออ้างจะต้องชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ว่า บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะต้องอ้างว่าได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยแล้วยังจะต้องอ้างว่าด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้วด้วยถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่จำเลยให้การอ้างแต่เพียงว่าก่อนซื้อที่ดินโจทก์ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7467/2543 · ทนอย Thanoy