คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 748/2537
หลักกฎหมาย
กรณีที่จำเลยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร สิทธิของกรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา10 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น จะนำอายุความสิบปีและการนับอายุความ โดยเริ่มนับจากวันที่นำของเข้าตามมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับหาได้ไม่ จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167 เดิม (มาตรา 193/31)และการนับอายุความก็ต้องให้นับเริ่มแต่ขณะที่จะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 เดิม(มาตรา 193/12) เงินเพิ่มภาษีการค้านั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับนับแต่วันตรวจปล่อยจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมิได้ระบุว่าเงินเพิ่มภาษีการค้ามิให้เกินกว่าจำนวนภาษีการค้าที่ต้องชำระเพิ่มโดยไม่รวมเบี้ยปรับ จึงไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 167ป.พ.พ. 169 เดิมป.พ.พ. 193/31ป.พ.พ. 193/12ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 246ป.วิ.พ. 247ป.รัษฎากร 89 ทวิพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 10
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนมกราคม 2515 ถึงเดือนมกราคม2518 จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ณ ด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพมหานครจำนวน 41 ฉบับ เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล โดยคิดจากราคาสินค้าที่จำเลยแสดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า และตกลงปล่อยสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 41 ฉบับ ให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2518 โจทก์ที่ 1 ได้ตรวจพบว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 41 ฉบับ มีราคาอันแท้จริงในวันนำเข้าสูงกว่าราคาที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าว เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 จึงได้ทำการประเมินเรียกเก็บภาษีอากร ให้จำเลยชำระเพิ่มโดยคิดค่าอากรตามราคาอันแท้จริง เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งผลการประเมินให้จำเลยทราบและให้นำเงินภาษีอากรเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดอยู่สำหรับสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 41 ฉบับ มาชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว ไม่ชำระภาษีอากรเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 1,240,914.71 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนในต้นเงินภาษีอากรขาเข้าที่ขาดอยู่สำหรับอากรขาเข้า 468,732.69 บาท ภาษีการค้า 127,018.55บาท ภาษีบำรุงเทศบาล 12,701.82 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2527จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ใบขนสินค้าขาเข้ารายการที่ 18, 19, 32, 33และ 34 นั้น เป็นของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลย คำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าราคาที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าต่ำกว่าราคาอันแท้จริงนั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าคือราคาอะไรและเป็นราคาที่คงอยู่เมื่อใดณ สถานที่ใด จำเลยไม่อาจจะเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม สินค้าของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าจำเลยนำเข้านั้นโจทก์ที่ 1 ได้ทำการเทียบราคาสินค้าที่นำเข้ากับราคาประเมินของโจทก์ที่ 1 จนเป็นที่พอใจแล้วประทับตรารับรองบัญชีราคาสินค้าของจำเลยว่า "พอใจบัญชีราคาสินค้าแล้ว" หรือ "ตรวจสอบบัญชีราคาสินค้าแล้ว" และได้ทำการตรวจปล่อยสินค้าให้แก่จำเลยไปจนหมดสิ้นแล้วจึงไม่มีอำนาจที่จะทำการประเมินราคาสินค้าของจำเลยภายหลังอีกได้ บรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ที่ 1 ยึดไปจากบริษัทจำเลย เช่น "ใบเสนอราคาสินค้า" (โปรฟอร์มาอินวอยส์) เป็นเอกสารของผู้ขายในต่างประเทศเสนอราคาสินค้าที่จะทำการซื้อขายมาให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 1 ไม่อาจจะนำมาอ้างเป็นเหตุที่ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรเพิ่มจากจำเลยได้ เพราะมิใช่ราคาอันแท้จริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายศุลกากร จำเลยไม่เคยได้รับแจ้งการประเมินเพิ่มจากโจทก์ที่ 1 หรือได้รับการทวงถามจากโจทก์ที่ 1 ให้ชำระค่าภาษีอากรโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องอากรขาเข้าและเงินภาษีจากจำเลยตามใบขนสินค้าขาเข้าทุกฉบับ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรในใบขนสินค้าขาเข้ารวม 36 ฉบับ โจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว คดีที่ฟ้องให้ชำระเงินค่าภาษีอากร แม้ว่ากรณีนั้นจะต้องด้วยบทกำหนดโทษทางอาญา แต่ก็ไม่ใช่หนี้ที่มีมูลหนี้จากการกระทำความผิดอาญาจึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำอายุความในคดีอาญามาใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 ไม่ได้ เฉพาะสิทธิเรียกร้องตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 12275 และ 12276ยังไม่เกิน 10 ปี ส่วนสิทธิเรียกร้องตามใบขนสินค้าขาเข้านอกจากนี้เกิน 10 ปีแล้ว แต่จำเลยได้ยอมรับสภาพหนี้และสละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.14 จำเลยจึงต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่ปรากฏในเอกสารฉบับดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ทั้งสอง 457,446.07 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2520 จนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาอันแท้จริง โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกภาษีอากรส่วนที่ขาดจากจำเลยได้จนครบ แม้จะปล่อยสินค้าไปจากอารักขาของกรมศุลกากรแล้วก็ตาม โจทก์ได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยแล้ว คดีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระค่าภาษีอากร มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และการฟ้องเรียกค่าภาษีอากรที่ขาดในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงอากร เพราะเหตุอันเกี่ยวกับราคาแห่งของเช่นนี้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสาม ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะแล้ว คือมีกำหนด 10 ปี ความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่นำของเข้าสำเร็จตามมาตรา 10
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง