คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 752/2543
หลักกฎหมาย
++ เรื่อง เครื่องหมายการค้า ละเมิด ++ ++ ทดสอบทำงานใด้วยระบบ CW เพื่อค้นหาจข้อมูลทาง online เท่านั้น ++ ++ ต้นฉบับต้องแปะภาพ ++ ++ ++ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ย่อมต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินหรือชื่อเสียงตามที่โจทก์ฟ้อง ++ขณะที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อและประทับตราบริษัทจำเลยที่ 2ลงในหนังสือสัญญา จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าบริษัทจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้ารูปมดอีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทโสภณพัฒนา จำกัด ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว การนำเครื่องหมายการค้ารูปมดดังกล่าวไปใช้กับสินค้าใด ๆ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของบริษัทโสภณพัฒนา จำกัด ได้ การที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญาให้โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่อาจเล็งเห็นได้ว่าหากโจทก์ทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้กับสินค้าใดและนำสินค้านั้นออกจำหน่าย ย่อมอาจถูกจับในข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรและจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนดังกล่าวได้ การออกหนังสือให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจต่อโจทก์ทั้งสองโดยผิดกฎหมายแล้ว แต่การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองก็ต้องได้ความว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองด้วย ++การที่บริษัทจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าสินค้าที่ค้างชำระจากโจทก์ทั้งสองนั้นโดยทั่วไปถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่ก็อาจจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองได้หากจำเลยทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองแต่เพียงอย่างเดียว ++ คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2542 โดยวินิจฉัยว่า "เมื่อพิจารณาข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว (โจทก์ทั้งสอง)ประกอบกับกรณีที่โจทก์ในคดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2) ไม่มีหลักฐานใดมาแสดงว่าจำเลยทั้งสองรับสินค้าไปจากโจทก์และไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าแก่โจทก์ ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าของโจทก์ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ดังฟ้อง" ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความ การที่ศาลฎีกาเชื่อพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยก็มิได้หมายความว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์เป็นพยานหลักฐานเท็จหรือเป็นการนำความเท็จมาฟ้อง แต่เป็นเรื่องโจทก์ในคดีดังกล่าวนำสืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสินค้าไปแล้วไม่ชำระค่าสินค้าดังที่บรรยายไว้ในคำฟ้อง ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในระยะแรก ๆ ที่โจทก์ทั้งสองรับสินค้าจากจำเลยทั้งสองมาจำหน่าย จำเลยที่ 1 ก็ได้ส่งนายนิรันดร์ ทศพรทรงไชย ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มาช่วยโจทก์ทั้งสองขายด้วย โจทก์ที่ 1 เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1มาติดพันโจทก์ที่ 1 ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 1 รักใคร่ชอบพอโจทก์ที่ 1ฉันชู้สาว ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ลูกค้ากับผู้ค้าตามปกติ โจทก์ที่ 1 เองก็มาเบิกความแต่เพียงว่าโจทก์ที่ 1ซื้อกาวลาเท็กซ์จากจำเลยที่ 2 มาขาย แต่ไม่เคยเป็นตัวแทน และไม่เคยค้างชำระค่าสินค้าแก่จำเลยที่ 2 แต่โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีหลักฐานการชำระเงินค่าสินค้ามาแสดงเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองที่นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริตโดยนำเอาความเท็จไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเพื่อให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย การที่บริษัทจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตรามดแดงคือเครื่องหมายการค้า * ซึ่งใช้กับสินค้าประเภทกาวลาเท็กซ์ประสงค์จะยกให้โจทก์ทั้งสองและให้โจทก์ทั้งสองรับสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เพื่อตั้งโรงงานผลิตกาวออกจำหน่าย โดยการหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตรามดแดงที่แท้จริง จึงตกลงทำสัญญาให้และรับสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า ตามสำเนาหนังสือสัญญาท้ายคำฟ้อง หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ทั้งสองลงทุนปรับปรุงอาคารเป็นโรงงานผลิตกาวและซื้อเครื่องจักรมาผลิตกาวออกจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้าตรามดแดงต่อมาวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ บริษัทโสภณพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตรามดแดงที่แท้จริงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับโจทก์ทั้งสอง เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่โจทก์ทั้งสองว่า กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า และยึดสินค้ากาวลาเท็กซ์ตรามดแดงไปจำนวน ๑๐๐ ถัง โจทก์ทั้งสองจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าตรามดแดงและไม่มีสิทธิที่จะให้โจทก์ทั้งสองหรือบุคคลอื่นรับสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๓๘จำเลยทั้งสองยังร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองอีก คือจำเลยทั้งสองยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองที่ศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๓๖๘/๒๕๓๘เรื่อง เพิกถอนตัวแทน ให้ชำระเงินคืนและเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้แต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ากาวลาเท็กซ์ตรามดแดง ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ผลิต โจทก์ทั้งสองนำสินค้ากาวลาเท็กซ์ไปจำหน่ายได้เงินจำนวน ๒๙,๖๐๐,๐๐๐ บาท คำฟ้องของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองไม่เคยเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองในการจำหน่ายสินค้าดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารเพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตกาวตรามดแดงเป็นเงินจำนวน๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่าซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิตกาวเป็นเงินจำนวน๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท กาวลาเท็กซ์ของโจทก์ทั้งสองถูกเจ้าพนักงานยึดไปเป็นของกลางจำนวน ๑๐๐ ถัง เป็นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเสียเครดิตในทางการค้า โจทก์ที่ ๑ ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินจำนวน๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๒ เสื่อมเสียชื่อเสียงในทางการค้า ทำให้ขาดรายได้ โจทก์ที่ ๒ ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทรวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน ๒๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๒๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ เท่านั้นจำเลยที่ ๒ ผลิตสินค้ากาวลาเท็กซ์ออกจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปมดแดง เมื่อปลายปี ๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ มีความประสงค์ให้โจทก์ที่ ๑ตั้งตัวได้ จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๑ จึงจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์ที่ ๒ต่อมาจำเลยทั้งสองแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นตัวแทนจำหน่ายกาวลาเท็กซ์ตรามดแดงของบริษัทจำเลยที่ ๒ แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปซึ่งทำรายได้ให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวนมาก โจทก์ทั้งสองจึงมีความประสงค์จะตั้งโรงงานผลิตกาวเป็นของตนเอง จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๑ จึงทำหนังสือสัญญาให้และรับสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายจัดพิมพ์หนังสือสัญญาและขอร้องให้จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจะนำหนังสือสัญญาดังกล่าวไปแสดงต่อเครือญาติของโจทก์ที่ ๑ เพื่อให้เกิดความศรัทธาและอาจให้การเกื้อหนุนต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจกระทำนิติกรรมดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย นิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นด้วยการแสดงเจตนาลวงอันเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะ การปรับปรุงอาคารเพื่อเป็นโรงงานและการจัดซื้อเครื่องจักรมาผลิตกาวก็เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งปัจจุบันโจทก์ทั้งสองยังคงผลิตกาวลาเท็กซ์ใช้เครื่องหมายการค้า เค.เอส. ออกจำหน่ายแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง ส่วนสินค้ากาวลาเท็กซ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไปมีจำนวน ๑๐๐ ถัง น้ำหนักสุท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง