คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 7552/2568
หลักกฎหมาย
กรมธรรม์ประกันภัย หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอก ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด เมื่อพิจารณาว่าการประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่าเฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงที่ได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 ดังนั้น เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 175,895 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,605 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถกระบะที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 และจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 10 นาฬิกา ภายในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองถือเสมือนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเฉี่ยวชนรถบรรทุกส่วนพ่วงของโจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และของนายชำนาญศิลป์คนขับรถบรรทุกและรถส่วนพ่วงของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่านายชำนาญศิลป์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นความประมาทของจำเลยที่ 1 และนายชำนาญศิลป์ และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งฟังไม่ได้ว่ามีฐานะเป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจของจำเลยที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก... 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย ... อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด โดยพิเคราะห์ถึงความชัดเจนตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเป็นสำคัญ ข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย กรณีการเว้นข้อยกเว้นนั้น เมื่อพิจารณาว่า การประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ และข้อยกเว้นดังกล่าวมิได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยไว้กับบริษัทตามที่ระบุนั้น ต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด อย่างไร จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง