คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 7570/2559
หลักกฎหมาย
คู่มือสำหรับพนักงานขาย ข้อ 14 ที่กำหนดให้พนักงานขายต้องรับผิดชอบบัญชีขายทุกรายการที่ตนเองขาย เช่น ร้านค้าเก็บเงินไม่ได้ เช็คคืน เป็นต้น เป็นการตกลงประกันการก่อให้เกิดความเสียหายไว้ล่วงหน้าว่าลูกจ้างที่มีส่วนได้รับค่าตอบแทนการขายจะต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายจากการตัดสินใจขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของนายจ้าง อันมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนสิทธิและผลประโยชน์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง จึงไม่มีผลเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกำหนดระเบียบให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยชอบและสุจริตแล้วยังจะต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายที่ตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นระเบียบที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควรและไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง คู่มือสำหรับพนักงานขายดังกล่าวคงมีผลบังคับใช้ให้โจทก์ที่ 1 รับผิดชำระค่าสินค้าแทนลูกค้าของจำเลยได้เฉพาะกรณีที่โจทก์ที่ 1 ตัดสินใจขายสินค้าและรับชำระค่าสินค้าด้วยเช็คจากลูกค้าโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริตอันเป็นผลให้ไม่สามารถเก็บเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยได้เท่านั้น แม้โจทก์ที่ 1 จะรับชำระค่าสินค้าจากลูกค้าเป็นเช็คและต่อมาเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ขายสินค้าและรับชำระค่าสินค้าถูกต้องตามคู่มือสำหรับพนักงานขายดังกล่าวแล้ว หาได้มุ่งหมายให้จำเลยไม่ได้รับชำระค่าสินค้าไม่ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยชอบและสุจริต โจทก์ที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายในจำนวนเงินค่าสินค้าตามเช็คให้แก่จำเลย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 72,784.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยส่งมอบคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 16286 ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน และให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 ด้วย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 78,715.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,715.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 78,715.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 72,784.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16286 ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย แก่โจทก์ที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานขายบุหรี่ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 4,500 บาท และค่าตอบแทนจากยอดขายสินค้า ต่อมาโจทก์ที่ 1 ลาออกมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 วันที่ 28 สิงหาคม 2551 โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16286 ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ไว้ต่อจำเลย เพื่อเป็นประกันการทำงานของโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงิน 176,600 บาท ระหว่างทำงานจำเลยหักเงินของโจทก์ที่ 1 เดือนละ 500 บาท ไว้เป็นเงินสะสม รวมเป็นเงิน 9,000 บาท จำเลยกำหนดให้พนักงานขายรวมทั้งโจทก์ปฏิบัติตามคู่มือสำหรับพนักงานขาย ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2552 โจทก์ที่ 1 นำบุหรี่มูลค่า 144,500 บาท ไปจำหน่ายให้แก่นายสามารถ เจ้าของร้านสามารถการสุราซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลย และโจทก์ที่ 1 รับชำระค่าสินค้าเป็นเช็คเลขที่ 2547505 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2552 ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยหางดง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะบัญชีไม่พอจ่าย จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาข้อหาความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คแก่นายสามารถ ศาลแขวงเชียงใหม่ออกหมายจับนายสามารถ ต่อมาจำเลยนำเงินค่าตอบแทนการขายบุหรี่ไทยที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 ถึงเดือนเมษายน 2553 จำนวน 63,784.57 บาท และเงินสะสมของโจทก์ที่ 1 จำนวน 9,000 บาท รวม 72,784.57 บาท ไปหักชำระหนี้ค่าบุหรี่ของนายสามารถ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ว่าตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ 14 ที่กำหนดให้พนักงานขายต้องรับผิดชอบหากลูกค้าชำระค่าสินค้าเป็นเช็คและถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เป็นระเบียบข้อบังคับที่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นโมฆะไม่สามารถใช้บังคับได้ ทั้งพิจารณาตามรายงานการรับชำระหนี้ ถือเป็นประเพณีการค้าที่จำเลยให้ลูกค้าชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดหรือเช็คได้ นอกจากนายสามารถแล้วยังมีลูกค้ารายอื่นหลายรายที่ชำระหนี้ค่าสินค้าด้วยเช็คเช่นกัน นายสามารถเป็นลูกค้าของจำเลยมาหลายปีและชำระค่าสินค้าเป็นเช็คเป็นเวลาติดต่อกันซึ่งเช็คที่ชำระมาก็สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้โดยตลอด ไม่มีเหตุขัดข้องหรือผิดปกติ โจทก์ที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าเมื่อจำเลยไม่ได้รับชำระค่าสินค้าเนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทด้วยเหตุเงินในบัญชีไม่พอจ่าย จำเลยจะเรียกให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าสินค้าแทนโดยอาศัยคู่มือสำหรับพนักงานขาย ข้อ 14 ที่กำหนดว่า "พนักงานขายต้องรับผิดชอบบัญชีขายทุกรายการที่ตนเองขาย เช่น ร้านค้าเก็บเงินไม่ได้ เช็คคืน เป็นต้น" ได้หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าระเบียบข้อดังกล่าวเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันถึงขนาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ซึ่งหากถึงขนาดก็จะมีผลให้เป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ถ้าไม่ถึงขนาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าระเบียบข้อนี้ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควรหรือไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 ซึ่งบัญญัติว่า "สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง