ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 759/2544

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 สำเนาข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าได้มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วยื่นคำขอรับเงินค่าชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้นต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1ที่หลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าว จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นการให้โจทก์เสียเปรียบเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีที่พิพาทและตกเป็นผู้ผิดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ต้องรับผิดในมูลหนี้อันเป็นลาภมิควรได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 สุจริต จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะต้องคืนเงินหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษี

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยภาษีอากร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 7 ถึงที่ 12 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 1ได้บังอาจสำแดงเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกว่าได้จัดส่งสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไทยจำหน่ายออกไปยังต่างประเทศที่ประเทศสิงคโปร์ผ่านทางด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โดยมีเจตนาฉ้อโกงค่าชดเชยภาษีอากรและได้แสดงขอรับค่าชดเชยไว้ในใบขนสินค้าขาออกข้างต้นทุกฉบับ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำใบขนสินค้าขาออก (ฉบับมุมน้ำเงิน) ไปยื่นประกอบคำขอรับค่าชดเชยภาษีอากรต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ เพื่อหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออกสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกนั้นไปนอกราชอาณาจักรแล้วและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยภาษีอากรในอัตราร้อยละ 6.74 ของราคาส่งออกอันเป็นความเท็จและเจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออกจริงตามที่ได้มีการสำแดงเท็จนั้น จึงจ่ายค่าชดเชยภาษีอากรเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ระบุในคำร้องขอว่าให้ออกบัตรภาษีในนามของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 รวมยอดค่าชดเชยภาษีอากร 730,337.87 บาท ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2533 เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ทำการตรวจสอบการส่งออกสินค้าดังกล่าวข้างต้นของจำเลยที่ 1 พบว่าไม่มีการส่งออกซึ่งสินค้าใด ๆ ตามใบขนสินค้าขาออกดังกล่าวไปยังประเทศสิงคโปร์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสำแดงเท็จเพื่อทุจริตฉ้อโกงค่าชดเชยภาษีอากร จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ไม่มีสิทธิในการรับโอนบัตรภาษีไปจากจำเลยที่ 1 ต้องคืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในมูลหนี้จำนวน 273,628.10 บาทพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 7 ถึงที่ 12 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 6รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้จำนวน 275,372.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวในฐานะส่วนตัว โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสิบสองแล้วเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนบัตรภาษีหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 93,830.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม2532 จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ย 68,613.56 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 คืนบัตรภาษี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 87,507.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2532 จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ย63,989.60 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 273,628.10 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม2532 จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ย 200,090.55 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 12 คืนบัตรภาษี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 275,372.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2532 จนถึงวันฟ้อง(ดอกเบี้ย 201,365.87 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบสองขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ที่ 4ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีชนิดราคาและชนิดไม่กำหนดราคาที่ระบุจำนวนเงินชดเชยเป็นจำนวนเงิน 730,337.87 บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จะต้องคืนบัตรภาษีหรือเงินตามจำนวนมูลค่าบัตรและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่เพียงใดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้สำเนาข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าได้มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้น ต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2544 · ทนอย Thanoy