คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 7591/2542
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 54 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้า อันเป็นผลจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัยหรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องจะพิสูจน์ได้ว่า เป็นความผิดหรือประมาทเลินเล่อของ ผู้ขนส่ง? ในการใช้มาตรการดังกล่าว ดังนั้น ผู้ขนส่งจึงมีภาระการพิสูจน์ในเบื้องต้นว่า ได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัยหรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เพื่อเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับผิดใน ความเสียหายของสินค้า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อ ช. ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 บริษัท ด. ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองทำการขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเรือ ช. แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ออกใบตราส่งสินค้าพิพาทแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังกรุงเทพมหานครย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอื่นตามความหมายใน มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตาม มาตรา 3 และ มาตรา 43 ถึง 45 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว โจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันแล้วจึงได้รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายโดยชอบที่จะฟ้องคดีนี้และมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยมิต้องบอกกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 226ป.วิ.พ. 84พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 3พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 43พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 45พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 54พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 58
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเงิน ๓๖๙,๕๔๙.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายของสินค้ากระดาษพิมพ์สมุดโทรศัพท์สีขาวซึ่งเป็นสินค้าพิพาทน้ำหนักสุทธิ ๑,๕๔๘.๗๕ เมตริกตัน คิดเป็นน้ำหนัก ๑,๕๔๘,๗๖๖ กิโลกรัม จากบริษัทอินทรอักษร จำกัด ผู้เอาประกันภัยวงเงิน ๓๑,๓๑๕,๓๕๓ บาท สินค้าพิพาทผู้เอาประกันภัยซื้อมาจากบริษัทเดอะ แจนแนล กรุ๊ป ออฟ นิวยอร์ค อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (THE JANEL GROUP OF NEW YORK, JNC.) ประเทศสหัฐอเมริกา โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล โดยเรือ "ชัยนาท นาวี" ของจำเลยที่ ๑ เดินทางจากเมืองท่าฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกามายังท่าเรือกรุงเทพประเทศไทย แต่ระหว่างทางได้แวะขนถ่ายสินค้ารายอื่น ณ เมืองท่า ประเทศสิงคโปร์ และขณะขนถ่ายสินค้านั้นคนงานในท่าเรือ ดังกล่าวได้ใช้ไฟฟ้าเชื่อมเหล็กบนดาดฟ้าใกล้ระวางเรือเกิดประกายไฟและเป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้สายพานลำเลียง ลูกเรือใช้น้ำและน้ำยาเคมีดับไฟ ทำให้สินค้าพิพาทที่เก็บอยู่ระวางสินค้าที่ ๒ ได้รับความเสียหาย และเมื่อเรือชัยนาท นาวี จอดเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเอเอ็มเอส แอสโซซิเอเต็ด มารีน เซอร์เวเยอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด สำรวจสินค้าที่เสียหายปรากฏว่าสินค้าพิพาทเปื้อนเขม่าสารเคมีที่ใช้ดับไฟ กระดาษถูกฉีกขาด ๒๑ ม้วน เปียกน้ำทั้งหมด ๑๕ ม้วน เปียกน้ำบางส่วน ๖๔ ม้วนบุบยับ บางส่วน ๑๖ ม้วน รวม ๑๑๖ ม้วนและอีก ๓๘ ม้วน แกนกระดาษถูกอัดเสียหายสินค้าที่เสียหายเมื่อหักส่วนที่โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้วคิดเป็นน้ำหนัก ๒๘,๖๒๗.๗๕ กิโลกรัม ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๗๘,๘๔๐.๒๕ บาท และทางโจทก์ได้ประมูลขายซากกระดาษไป คิดเป็นเงิน ๒๓๖,๑๗๘.๙๔ บาท เมื่อหักออกจากค่าเสียหายดังกล่าว เป็นเงิน ๓๔๒,๖๖๑.๓๑ บาท ประกอบกับค่าจ้างซ่อมแกนกระดาษที่เสียหายเป็นเงิน ๗,๖๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม โจทก์อุทธรณ์เฉพาะขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ดังนั้น คดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเป็นผลจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึ่งกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัยบนเรือที่ขนส่งครั้งนี้ อันทำให้จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้า อันเป็นผลจากการใช้ มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้อง จะพิสูจน์ได้ว่า เป็นความผิด หรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งในการใช้มาตรการดังกล่าว" ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งจึงมีภาระการพิสูจน์ในเบื้องต้นว่าได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัยเพื่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทตามบทบัญญัติข้างต้น ตามคำเบิกความของนายพงษ์เกียรติ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการกับรายงานสมุดปูมเรือ สรุปข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่เรือชัยนาท นาวี แวะเทียบท่าที่เมืองท่าประเทศสิงคโปร์เพื่อทำการขนถ่าย สินค้าของเจ้าของสินค้ารายอื่นอยู่ ในขณะขนถ่ายสินค้าอยู่นั้นคนงานในท่าเรือได้ใช้ไฟฟ้าเชื่อมเหล็กบนดาดฟ้าใกล้ระวางเรือน ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ถูกสายพานลำเลียง ต้นเรือได้ปิดช่องระบายอากาศและฝาระวางเรือแล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในท่อกับฉีดน้ำเข้าไปในระวางเรือ เป็นเหตุให้สินค้าพิพาทที่เก็บในระหว่างสินค้าที่ใกล้เคียงเสียหาย จากพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าตัวแทนเรือผู้ขนส่งได้ใช้วิธีการหรือมาตรการดับอัคคีภัยครั้งนี้ โดยไม่เหมาะสมและสมควรเพราะมิได้ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือดับไปที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการดับไฟ ทั้งในขณะนั้นไม่ปรากฏมีเครื่องมือดังกล่าวอยู่บนเรือติดไว้พร้อมเพื่อใช้งานได้ทันท่วงทีกับผู้ขนส่งไม่ได้ใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะปฏิบัติหน้าที่ในการดับไฟครั้งนี้ เพราะเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง