คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 7591/2568
หลักกฎหมาย
คดีนี้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้ 770,392 บาท และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุชัดเจนว่าจำนองเป็นประกัน 900,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในภาระจำนองตามสัญญาจำนองในวงเงิน 900,000 บาท นอกจากนี้ แม้หนังสือสัญญาจำนองระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ยก็เป็นแนวปฏิบัติของธนาคาร อ. แต่บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ ๑ วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้จำนองยินยอมรับผิดชดใช้เงินต้นพร้อมค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้..." ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองด้วย เมื่อคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 วินิจฉัยให้ผู้จำนองซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อรับผิดในกำไรค้างชำระ และค่าชดเชยผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งกำไรและค่าชดเชยผิดนัดตามสัญญาจำนองในกรณีนี้ ก็คืออุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญาจำนอง แม้จำเลยไม่ใช่ผู้ขอสินเชื่อและผู้จำนองก็ต้องรับผิดชำระอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวตามสัญญาจำนองจากวงเงิน 900,000 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,044,494.54 บาท พร้อมค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 964,032.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่น อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ และหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่น อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก แต่หากขายทอดตลาดและเหลือเงินสุทธิเท่าใดให้คืนแก่จำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายประพัฒหรือนายประพัฒน์ จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 ของศาลจังหวัดตรัง ซึ่งพิพากษาให้นายประพัฒชำระเงิน 1,770,337.19 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 964,032.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวร่วมรับผิดบางส่วน หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของนายประพัฒกับพวกจนครบ กับให้นายประพัฒกับพวกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองขณะยึดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.5561/2559 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 เป็นเงิน 770,392 บาท ส่วนจำเลยคดีนี้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองโดยการจำนองติดไปจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.5561/2559 ของศาลชั้นต้น โดยสัญญาจำนองระบุจำนองเป็นประกันหนี้เป็นเงิน 900,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ของนายประพัฒ หรือนายประพัฒน์ ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 ของศาลจังหวัดตรัง หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ที่บัญญัติให้ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้น และต้องส่งคำเสนอไปยังบรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียน ไม่ว่าในทางจำนองหรือประการอื่น ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น และ (6) บัญญัติว่า คำนวณยอดจำนวนเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่ง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์และจำนวนเงินที่จะจัดเป็นส่วนใช้แก่บรรดาเจ้าหนี้ตามลำดับกัน ซึ่งการคำนวณภาระหนี้ให้จำเลยต้องรับผิดในคดีนี้เป็นการคำนวณ ภาระหนี้ที่นายประพัฒนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตรัง คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 และก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและแจ้งจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนอง ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งจำนองและหากประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามยอดจำนวนเงินที่นายประพัฒค้างชำระ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องนายประพัฒหรือนายประพัฒน์ กับพวกเป็นจำเลย แต่คดีนี้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยไม่อาจอ้างข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้ 770,392 บาท และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุชัดเจนว่าจำนองเป็นประกัน 900,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในภาระจำนองตามสัญญาจำนองในวงเงิน 900,000 บาท นอกจากนี้ แม้หนังสือสัญญาจำนองระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ยก็เป็นแนวปฏิบัติของธนาคาร อ. แต่บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง