คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 7615/2543
หลักกฎหมาย
จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 5 ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ กรณีเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนจะเป็นยาเสพติดอยู่ในประเภท 1 ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากัน จำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดให้โทษไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นความผิดคนละกรรม
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 91ป.วิ.อ. 15ป.วิ.อ. 218ป.วิ.พ. 249พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 15พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 66พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 67
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๙๒ ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ต้องโทษและพ้นโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๒๑๐/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น จริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๖๗ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๑๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๙ ปี ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙ เม็ด น้ำหนัก ๐.๘๐ กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเฮโรอีนจำนวน ๓ ห่อ น้ำหนัก ๐.๒๑ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้จำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ๑ ห่อ น้ำหนัก ๐.๐๘ กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑๐๐ บาท โดยทั้งเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนต่างเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยสิ่งของดังกล่าวเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนที่มีอยู่บางส่วนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งข้อนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด ๕ ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีของจำเลยในความผิดกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เนื่องจากโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี และฎีกาจำเลยที่อ้างว่าเพียงมีเฮโรอีนตามจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย ก็เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องด้วยข้อห้ามดังกล่าว อีกทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากล่าวกันมาก่อนโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ กรณีนับเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ยาเสพติดดังกล่าวแม้จะอยู่ในประเภท ๑ ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันด้วย กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดที่เป็นคนละชนิดกันนั้นไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกันจึงต้องมีความผิดคนละกรรม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ปรับบทลงโทษจำเลยมาสองกรรมนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน.
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง