คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 7619/2543
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยซื้อจาก ป. มารดาจำเลย จำเลยมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและยอมรับข้อเท็จจริงว่ามารดาจำเลยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์จริง ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย จำเลยต้องแสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยตามฟ้องมุ่งประสงค์เพื่อแย่งเอาสิทธิครอบครองของโจทก์มาเป็นของตนมิใช่กระทำในฐานะแทนผู้ใด หากพิสูจน์ไม่ได้ย่อมเป็นฝ่ายแพ้คดี
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากนางประภาส เอี๋ยวสกุล มารดาจำเลย โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้านว่าผู้รังวัดปักหมุดหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยการครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินและเข้าไปปลูกสร้างคอกสุกรจำนวน 3 คอก และโรงเรือนชั่วคราวเป็นเพิงพักอาศัยจำนวน 1 หลังบนที่ดินของโจทก์ โจทก์เสียหายไม่อาจนำที่ดินดังกล่าวออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาทขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนโรงเรือนชั่วคราวทั้ง 6 หลังออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 154,500 บาท และต่อไปวันละ 500 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาจำเลยแต่ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2532 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและทำประโยชน์ จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่วันถูกแย่งการครอบครองค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 500 บาท จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทอีกต่อไปกับให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อโจทก์ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อจำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2520 เรื่อยมาโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดสิทธิเรียกร้องเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทจำเลยใช้สอยโรงเรือนชั่วคราวในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบิดาจำเลยที่โจทก์อนุญาตให้อยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าบิดาจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนชั่วคราวทั้ง 6 หลังออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 345หมู่ที่ 2 ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายสมปอง ตันนาภัย เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยเป็นบุตรนางประภาสและนายถวิล เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2520 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 345 จากนางประภาสที่ดินแปลงดังกล่าวแบ่งแยกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 105 โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินและนำช่างรังวัดทำการรังวัดที่ดินเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยชี้แนวเขตที่ดินของนางประภาสส่วนที่คงเหลือ แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองการรังวัด ต่อมาจำเลยคัดค้านการรังวัดและยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ อ้างว่าครอบครองที่ดินกว่า 6 ปี ที่ดินแปลงดังกล่าวคือที่ดินพิพาท มีสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทำขึ้นบางส่วนตั้งอยู่ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยผู้ใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโจทก์มีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยซื้อจากนางประภาสมารดาจำเลยเมื่อปี 2520 จำเลยมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองการทำประโยชน์และยอมรับข้อเท็จจริงว่ามารดาจำเลยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์จริง ศาลชั้นต้นจึงกำหนดให้จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่นำสืบก่อนด้วยภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยเช่นนี้ จำเลยต้องแสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยตามฟ้องมุ่งประสงค์เพื่อแย่งเอาสิทธิครอบครองของโจทก์มาเป็นของตน มิใช่กระทำในฐานะแทนผู้ใด หากจำเลยพิสูจน์ไม่ได้จำเลยย่อมเป็นฝ่ายแพ้คดี ซึ่งจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนธันวาคม2532 จำเลยเดินทางจากกรุงเทพมหานครมาอาศัยบ้านมารดาเลขที่ 32หมู่ที่ 2 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาและได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับโจทก์จนทราบว่าโจทก์ไม่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง