ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 7630/2568

หลักกฎหมาย

ข้อตกลงตามสัญญายกเลิกที่กำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วเป็นค่าแห่งการงาน 151,410 บาท ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียเงินค่าดำเนินงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือมีจำนวนน้อยกว่าที่จำเลยกำหนดไว้ โจทก์ก็จำต้องเสียค่าดำเนินงานให้จำเลยเต็มตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญาโดยมิได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้เปรียบเกินสมควร ทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินงานใดไปบ้างและต้องเสียค่าดำเนินงานไปจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินค่าดำเนินงานและมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย ห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ชั้นที่ 3 อาคารบี โครงการ ซ. ในราคา 1,549,000 บาท ก่อนทำสัญญาโจทก์วางเงินจอง 30,000 บาท และภายหลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ชำระราคา 357,250 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าว ข้อ 2 กำหนดไว้ว่า ให้ย้ายเงินจากห้อง B0306 ไปยังโปรเจค ซ. ห้องเลขที่ E215 เป็นเงิน 235,840 บาท โดยหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ข้อตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว กฎหมายบังคับให้คู่สัญญาต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิม การกำหนดค่าแห่งการงานที่จะต้องชดใช้แก่กัน จึงมิใช่เป็นค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ส่วนค่าแห่งการงานที่จะชดใช้แก่กันนั้น ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่จำเลยได้กระทำไปแล้วทั้งหมด เมื่อสัญญายกเลิก ข้อ 2 กำหนดให้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท แม้จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลงดังกล่าวที่ให้จำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเงินสูงถึง 151,410 บาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งหมด โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าในการโอนเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยมาแล้วจำนวน 235,840 บาท เพื่อย้ายไปชำระห้องชุดเลขที่ อี 215 โครงการ ซ. ที่บุตรสาวของโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ จำเลยต้องใช้เงินเพื่อดำเนินงานใดจึงต้องใช้เงินจำนวนสูงถึงเพียงนั้น ทั้ง ๆ ที่โครงการดังกล่าวก็เป็นโครงการในเครือเดียวกับโครงการของจำเลย กรณีย่อมเท่ากับว่าหากโจทก์ประสงค์ที่จะย้ายเงินจำนวนดังกล่าวไปยังอีกโครงการหนึ่ง เพื่อมิให้เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วสำหรับห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ต้องสูญเปล่า โจทก์อยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่หรือแม้จะมีจำนวนที่แท้จริงน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกำหนดไว้เพียงใดก็ตาม โจทก์ก็จำต้องเสียค่าดำเนินงานให้จำเลยเต็มตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญา โดยมิได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ข้อตกลงในสัญญายกเลิกดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร ทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง จึงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานที่จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง