คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 7639/2562
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยซึ่งเป็นนักโทษได้นัดหมายให้บุคคลภายนอกที่เข้ามาเยี่ยมนักโทษให้นำเอา โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์มาส่งมอบแก่จำเลยในเรือนจำ เมื่อจำเลยได้รับโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์แล้วก็ลักลอบนำเข้าแดนตนเองจนถูกจับกุมดำเนินคดีนั้น เมื่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 (เดิม) ที่ใช้อยู่ในขณะจำเลยกระทำความผิด มิได้บัญญัติให้การครอบครองหรือการเก็บรักษาไว้ซึ่งสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำเป็นความผิด การที่จำเลยครอบครองและเก็บรักษาไว้ซึ่งสิ่งของต้องห้าม คือโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ของกลางที่บุคคลภายนอกนำมาส่งให้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการผิดระเบียบของเรือนจำ และเป็นเรื่องที่จำเลยอาจต้องรับผิดทางวินัยของผู้ต้องขัง แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนการที่บุคคลภายนอกลักลอบนำโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์อันเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้ามาให้จำเลยในเรือนจำ การกระทำของบุคคลภายนอกย่อมเป็นความผิดฐานนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับบุคคลภายนอกเป็นพวกเดียวกันมาก่อน จำเลยเพิ่งรู้จักเมื่อบุคคลภายนอกมาเยี่ยมผู้ต้องขัง และไม่ได้ความว่ามีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันกระทำผิด ทั้งจำเลยต้องขังอยู่มิได้ออกไปนอกเรือนจำ การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับบุคคลภายนอกได้ แต่ถือว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้บุคคลภายนอกกระทำการอันเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้ใช้ตาม ป.อ. มาตรา 84 ซึ่งเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณาแตกต่างจากคำฟ้องในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง การกระทำของจำเลยยังคงถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดนั้น ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้แม้โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง เนื่องจากความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้ใช้ย่อมรวมความผิดฐานผู้สนับสนุนด้วยในตัวเอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 38, 39, 45, 58 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 110/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 92 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น x 3 สีขาว จำนวน 1 เครื่อง หูฟังสมอลทอร์ค 1 เส้น และอุปกรณ์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชุด ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ย.4333/2545 คดีหมายเลขแดงที่ ย.11986/2545 ของศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ 4514/2544 คดีหมายเลขแดงที่ 372/2546 ของศาลจังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขดำที่ 5380/2559 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ อ.303/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 9 เดือน เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 12 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.11986/2545 ของศาลอาญา คดีหมายเลขแดงที่ 372/2546 ของศาลจังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 1861/2560 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ อ.303/2560 ของศาลชั้นต้น ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น x 3 สีขาว จำนวน 1 เครื่อง หูฟังสมอลทอร์ค 1 เส้น และอุปกรณ์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชุด ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 6.30 นาฬิกา นายสมใจ และนายสนธิรัตน์ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางบางขวาง ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายควบคุมแดน 3 เข้าตรวจค้นเรือนนอนผู้ต้องขังห้องที่ 31 พบกล่องนมภายในบรรจุโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น x 3 สีขาว 1 เครื่อง สายหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น และอุปกรณ์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชุด ของกลาง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า นายสมใจและนายสนธิรัตน์เป็นประจักษ์พยานในส่วนข้อเท็จจริงที่เข้าตรวจค้นตึกเรือนนอนของผู้ต้องขัง ห้องที่ 31 แล้วพบกล่องนม ซึ่งภายในมีโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งจุดที่ค้นพบอยู่ใกล้กันกับบริเวณที่จำเลยนอน โดยพยานทั้งสองต่างเบิกความถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญได้อย่างชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไม่มีข้อให้พิรุธสงสัย และเป็นการปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ของตน เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองเคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความใส่ร้ายปรักปรำจำเลยให้ต้องเสียหาย เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง และเมื่อนายสนธิรัตน์สอบถาม จำเลยให้การรับว่าเป็นของตน จึงมีการดำเนินคดีแก่จำเลยไปตามขั้นตอน โดยไม่เอาผิดต่อผู้ต้องขังอื่น สอดคล้องกันกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย โดยจำเลยให้การในรายละเอียดไว้ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยออกไปเยี่ยมญาติจึงรู้จักชายคนหนึ่งไม่ทราบชื่อตัวและชื่อสกุลจริง เข้ามาเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวาง ไม่ทราบมาเยี่ยมใคร พูดคุยถูกใจกันจึงขอให้ชายดังกล่าวนำโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์มาให้จำเลยไว้ใช้ในเรือนจำ ชายดังกล่าวนัดหมายจะนำมาให้จำเลยในวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 เมื่อถึงวันนัดหมายเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยออกไปพบตามนัด ชายดังกล่าวมอบสิ่งของตามที่สั่งใส่ถุงพลาสติกมาให้ จำเลยรีบนำกลับเข้าแดนเปิดถุงพลาสติกตรวจสอบดูพบว่ามีโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น x 3 สีขาว 1 เครื่อง สายหูฟังโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น และอุปกรณ์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชุด จำเลยจึงเอาใส่ไว้ในกล่องนมที่วางอยู่ข้างที่นอนของจำเลย ซึ่งอยู่บริเวณหน้าห้องขังแต่อยู่ภายในห้องขัง จากนั้นทางฝ่ายควบคุมแดน 3 ให้จำเลยและนักโทษคนอื่นทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย จำเลยได้บอกกับนักโทษชาย น้อย ไม่ทราบชื่อตัวและชื่อสกุลจริง ที่ถูกคุมขังอยู่ห้องขังเดียวกันกับจำเลยว่ามีโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ใช้แล้ว ให้ช่วยหาซิมการ์ดมาให้เพื่อจะนำมาใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยจำเลยเล่าให้นักโทษชาย น้อย ฟังว่า มีโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ซุกซ่อนไว้อยู่ที่ห้องขังของจำเลย นักโทษชาย น้อย รับปากว่าจะหาซิมการ์ดมาให้ ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 6.30 นาฬิกา ขณะจำเลยอยู่ที่ห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง