ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 7713/2540

หลักกฎหมาย

หนังสือสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องพ.กับเรื่อง ก. ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ขายซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 ตกลงขายนวนิยาย ทั้งสองเรื่องดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อ ซึ่งหมายถึงโจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียว ผู้ซื้อตกลง ซื้อเพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และออกเป็นรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์ ผู้ขายตกลงสัญญาแก่ผู้ซื้อว่าผู้ขายขอมอบสิทธิและลิขสิทธิ์ของเนื้อเรื่องทั้งหมดในนวนิยาย ทั้งสองเรื่องทุก ๆ ตอนตั้งแต่ตอนเริ่มต้นจนจบเรื่องโดยสมบูรณ์ให้แก่ผู้ซื้อแต่ผู้เดียว และผู้ขายจะต้องเขียนนวนิยายทั้งสองเรื่องนั้นให้จบสมบูรณ์เพื่อประโยชน์แก่ผู้ซื้อในการสร้างเป็นภาพยนตร์ หรือนำไปออกรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์ และทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ต่อการซื้อขายลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องพ. ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประพันธ์เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือนำไปออกรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั้น ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิที่จะนำนวนิยายเรื่องพ.ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ หรือออกรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์ได้ แม้หนังสือสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องพ.จะมิได้ระบุว่าการซื้อขายลิขสิทธิ์นวนิยาย ดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์ นวนิยาย เรื่อง พ. เป็นการเฉพาะคราวไว้โดยชัดแจ้งก็ตามแต่โดยที่หนังสือสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีหมายเหตุต่อท้ายสัญญาไว้ว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่สามารถที่จะสร้างภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ได้ ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะขายบทประพันธ์ทั้งสองเรื่องนี้ให้แก่ผู้อื่นได้ แต่จะต้องแบ่งส่วนแบ่งผลกำไรในการซื้อขายบทประพันธ์ให้แก่ผู้ซื้อครึ่งหนึ่ง ผลกำไรในที่นี้หมายถึงเงินซึ่งหักออกจากต้นทุนของผู้ซื้อเสียก่อน" เมื่อนำข้อความดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับสัญญาที่ว่า ผู้ซื้อตกลงสัญญาแก่ผู้ขายว่าจะต้องไม่ขายนวนิยายทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ให้แก่บริษัทช.เป็นอันขาดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อนแล้ว ดังนี้ย่อมทำให้ตีความการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 1 และของจำเลยที่ 1 ได้ว่า ทั้งสองฝ่ายหาได้มีเจตนาซื้อและขายลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องพ. ต่อกันในลักษณะโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดเป็นการถาวรตลอดไปไม่ ทั้งสองฝ่ายคงเพียงแต่ต้องการซื้อขายลิขสิทธิ์นวนิยาย ทั้งสองเรื่องนั้นเป็นการเฉพาะคราวให้โจทก์ที่ 1 นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และนำไปออกรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์เพียงครั้งเดียวโดยไม่มีการสร้างภาพยนตร์ซ้ำเกินกว่า 1 ครั้ง เท่านั้นซึ่งสอดคล้องกับในทางปฏิบัติของวงการพิมพ์และวงการภาพยนตร์การซื้อขายลิขสิทธิ์หรือการขอใช้สิทธิเพื่อการจัดพิมพ์บทประพันธ์จำหน่ายหรือนำไปสร้างภาพยนตร์เป็นการขอใช้สิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิเพียงครั้งเดียวเท่านั้น กรณีจึงฟังได้ว่าการซื้อขายลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องพ. ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เพียงครั้งเดียว หาได้โอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดเป็นการถาวรตลอดไป ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 1 นำนวนิยายเรื่อง พ. ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายเผยแพร่แล้ว สิทธิของโจทก์ ที่ 1 ในการที่จะนำนวนิยายเรื่องพ. ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ซ้ำอีกจึงเป็นอันระงับ โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิจะโอนสิทธิหรืออนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดนำนวนิยาย เรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ต่อหรือซ้ำได้อีกต่อไปส่วนจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นนำบทประพันธ์นวนิยายเรื่องพ.ไปสร้างเป็นละคร โทรทัศน์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือแถบบันทึกเสียงได้ โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดลิขสิทธิ์บทประพันธ์แต่การที่หนังสือสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ฉบับพิพาทมีข้อความชวนให้โจทก์ทั้งสองเข้าใจว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับโอนลิขสิทธิ์ในนวนิยายเรื่องพ. แล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 เช่าลิขสิทธิ์ในนวนิยายดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละคร เพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต ประกอบกับโจทก์ที่ 2 ยังไม่ได้สร้างเป็นภาพยนตร์หรือละคร ออกเผยแพร่ดังนี้ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนที่จะต้องแบ่งส่วนแบ่งผลกำไรจากโจทก์ทั้งสองได้ ข้อความในบทความตามที่ปรากฏในนิตยสารและหนังสือพิมพ์รายวันซึ่งเป็นเพียงบทความที่วิจารณ์ว่าระหว่างโจทก์ กับจำเลยใครควรจะมีสิทธิในบทประพันธ์นวนิยายเรื่องพ. ดีกว่ากัน เป็นการที่โจทก์ให้ข่าวแก่ผู้สื่อข่าวโดยโจทก์ประสงค์จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนเพื่อปกป้องสิทธิของโจทก์ โดยโจทก์เชื่อว่าโจทก์ได้สิทธิในบทประพันธ์นวนิยาย เรื่องที่พิพาทโดยชอบแล้ว ดังนี้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2513จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนักประพันธ์นามปากกาว่า พนมเทียน ตกลงทำสัญญาขายลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่อง "เพชรพระอุมา" ให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงผู้เดียวในราคา 150,000 บาท เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือออกรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ ห้ามไม่ให้จำเลยที่ 1 ขายลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น มิฉะนั้นถือว่าผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 เช่าลิขสิทธิ์นี้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละครเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เมื่อวันที่15 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 มีหนังสือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองว่า สิทธิของโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายระงับไปแล้วไม่มีสิทธิที่จะให้บุคคลอื่นนำไปสร้างภาพยนตร์ได้ และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 ได้ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายดังกล่าวจากจำเลยที่ 1จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ถือว่าจำเลยที่ 1ผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน197,750 บาท รวมเป็นเงิน 697,750 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายนวนิยายตามฟ้องในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังประพันธ์นวนิยายเรื่องเพชรพระอุมาภาค 1 ยังไม่จบสิ้น เป็นการขายสิทธิเฉพาะคราวโดยมีข้อตกลงให้โจทก์ที่ 1 นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือออกรายการวิทยุโทรทัศน์ หากโจทก์ที 1 ไม่อาจสร้างภาพยนตร์และจะขายนวนิยายดังกล่าวให้แก่ผู้ใด โจทก์ที่ 1 ต้องแบ่งเงินกำไรที่ได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่ง เมื่อปี 2514โจทก์ที่ 1 แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องเพชรพระอุมาออกฉายเผยแพร่ตามโรงภาพยนตร์แล้ว ส่วนเรื่องกุหลาบไฟ โจทก์ที่ 1 ได้ขายสิทธิให้แก่ผู้อื่นนำไปสร้างภาพยนตร์ แต่ไม่ได้แบ่งเงินกำไรให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงระงับ เมื่อโจทก์ที่ 1นำนวนิยายของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 2 เช่า ถือว่าโจทก์ทั้งสองละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1เป็นเงิน 1,000,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยั่วยุจำเลยที่ 1 และบิดเบือนความจริง จำเลยที่ 1 ในฐานะนักประพันธ์ย่อมได้รับความเสียหายเสื่อมศรัทธาจากสาธารณชนและได้รับความเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท และการที่โจทก์ที่ 1ไม่นำเงินกำไรที่ได้รับจากการขายนวนิยายเรื่องกุหลาบไฟแบ่งให้จำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 75,000 บาท ถือว่าโจทก์ที่ 1ผิดสัญญาขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งแสดงว่าสัญญาซื้อขายนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมากับเรื่องกุหลาบไฟ ระหว่างที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้ว ห้ามโจทก์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับนวนิยายทั้งสองเรื่องนี้ ห้ามโจทก์ที่ 2 นำนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมาไปสร้างภาพยนตร์หรือบันทึกภาพวีดีโอเทป กับให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1 จนกว่าชำระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1 นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ให้การว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์ที่ 1กับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องมิใช่สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เด็ดขาดเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 นำนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมาไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 สร้างภาพยนตร์เรื่องเพชรพระอุมาตอนไพรมหากาฬและตอนมรกตนครเสร็จสมบูรณ์ และนำออกฉายเผยแพร่ตามโรงภาพยนตร์และทางโทรทัศน์แล้ว สัญญาเป็นอันระงับ การที่จำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์นวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา ทั้งภาค 1 และภาค 2 โดยนำไปดัดแปลงจัดสร้างเป็นละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์หรือแถบบันทึกเสียงนำออกเผยแพร่ จึงเป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะกระทำได้ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1ทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายทั้งสองเรื่องพิพาทจากจำเลยที่ 1โดยเด็ดขาด โจทก์ที่ 2 ไม่เคยกระทำการอันใดให้จำเลยที่ 1เสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมเรื่องเพชรพระอุมา และห้ามโจทก์ที่ 2นำวรรณกรรมเรื่องเพชรพระอุมาไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือบันทึกภาพเป็นวีดีโอเทป กับให้ยกฟ้องแย้ง โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7713/2540 · ทนอย Thanoy