คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 7724/2568
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยโดยเก็บไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของ ส. ผู้เป็นเจ้าของ ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืน จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร หลังจากนั้นหากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 371พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 8 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 12 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน ไม่สามารถเช่าซื้อรถเองได้ โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นคนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเอง ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยทวงถามผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย วันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยไปปรึกษากับนายสุนทรทิพย์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งข้างคนขับไปที่บ้านของผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้ให้นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงผู้เสียหายไปซื้อสุรามา 1 ขวด ระหว่างที่จำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ร่วมกันนั่งดื่มสุรา จำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ผู้เสียหายใช้ชื่อของจำเลยในการทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เพราะจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถามแล้ว จากนั้นจำเลยกับผู้เสียหายเกิดโต้เถียงกัน จำเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วเดินออกไปจากวงสุราครู่หนึ่งจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX ซึ่งเป็นของนายสุนทรทิพย์ ยิงออกไป 2 นัด นายคมกฤษซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ วงสุราใช้ท่อนไม้ตีท้ายทอยของจำเลย ทำให้จำเลยทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นบ้าน นายคมกฤษกับนายสุนทรทิพย์เข้ายื้อแย่งอาวุธปืน ทำให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณท้ายทอยของนายคมกฤษ นายคมกฤษผลักนายสุนทรทิพย์จนล้มลงนอนหงายบนพื้นบ้าน เมื่อนายคมกฤษแย่งอาวุธปืนของกลางจากมือนายสุนทรทิพย์ได้ จึงใช้ด้ามอาวุธปืนของกลางตีศีรษะนายสุนทรทิพย์ 2 ครั้ง จากนั้นนายคมกฤษนำอาวุธปืนดังกล่าวไปโยนทิ้งบริเวณพงหญ้าข้างบ้านที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุยิงกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วเดินทางไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว โครงหลังคาเหล็ก หน้าบ้านเปิดโล่ง จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานกลางบ้าน ไม่มีฝาผนังกั้น พบรอยคราบเลือด 2 จุด บริเวณที่จำเลยและนายสุนทรทิพย์นั่งพบรอยกระสุนที่ตู้กับข้าวที่อยู่เยื้องไปประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ทางด้านหลังที่นั่งของผู้เสียหาย ตรวจพบหัวกระสุนรวม 2 หัว ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาไว้ เมื่อไปถึงทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือนายคมกฤษ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทุ่งสงแล้ว มีบาดแผลกระส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง