คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 7758/2543
หลักกฎหมาย
ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24 การนับเวลา ยื่นอุทธรณ์ 1 เดือน ต้องนับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 และสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ตามมาตรา 193/5 โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า 22 ฉบับ ออกไปนอกราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการหลอกลวงโจทก์ โดยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าส่งออกตามใบขนสินค้าขาออกฯ ดังกล่าวจนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยในรูปของบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของ บัตรภาษี จำเลยที่ 3 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน จำเลยที่ 3 จึงได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชย ค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 3 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยที่ 3 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทน โจทก์ทราบเรื่องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 แต่ฟ้องคดีวันที่ 5 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึง ขาดอายุความ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามมูลละเมิดหรือไม่เท่านั้น เมื่อคดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ฟังได้ว่าเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ลาภมิควรได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ลาภมิควรได้สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยที่ 3 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17, 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) ที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า เอกสารชุดคำขอที่โจทก์อ้างส่งเป็นเอกสารที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีและนำบัตรภาษีของโจทก์ไปใช้แล้วนั้น เป็นคำแก้อุทธรณ์ที่ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 รับไปจากโจทก์ จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาตามที่กำหนดไว้ในบัตรภาษีให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้น และโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็น ผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าว หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคาและตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่รับบัตรภาษี แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษีเพราะมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นมูลหนี้ลาภมิควรได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ให้คืนบัตรภาษีเมื่อใด ถือว่าโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษีนับแต่วันฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 193/3ป.พ.พ. 193/5ป.พ.พ. 406ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 225ป.วิ.พ. 246พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 17พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 24พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 29
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๓๐ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้สำแดงข้อความเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ส่งออกสินค้าที่ผลิตใน ราชอาณาจักรไปต่างประเทศ และได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าได้ส่งออกดังกล่าวนั้น ต่อโจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยออกบัตรภาษีระบุชื่อของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นเงินรวม ๓,๐๙๓,๑๗๕.๗๔ บาท ต่อมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าไม่มีการส่งออกสินค้าที่จำเลยที่ ๑ สำแดงรายการไว้ในใบขนสินค้าดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๑ ทำเอกสารการส่งออกเท็จเพื่อยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากร โดยทุจริต จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จึงไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษี และต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้เพราะเหตุได้นำเอาไปใช้แล้วก็ต้องใช้ราคาคืนเงินตามมูลค่าในบัตรภาษีดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยร่วมกันคืนหรือ ใช้ราคาบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ได้รับบัตรภาษีโดยสุจริตและเชื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าการออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เป็นความบกพร่อง ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ซึ่งจำเลยที่ ๓ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งได้รับบัตรภาษีมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรโดยสุจริตคืนบัตรภาษีและใช้เงินตามมูลค่าของบัตรภาษีแก่โจทก์ ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนั้นคำนวณไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ ๓ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโจทก์ทราบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ แต่ฟ้องคดีวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๕ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้รับเงินชดเชยค่าภาษี ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนบัตรภาษีที่มีมูลค่าในบัตรรวม ๓,๐๙๓,๑๗๕.๒๔ บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑ โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๔ ซึ่งการนับเวลายื่นอุทธรณ์ ๑ เดือน ต้องนับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ และสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ตามมาตรา ๑๙๓/๕ ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะครบกำหนดในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยที่ ๓ ต้องคืนบัตรภาษีหรือเงินตามจำนวนมูลค่าบัตรให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้หรือไม่ และสิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า ๒๒ ฉบับ ออกไป นอกราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้นได้หลอกลวงโจทก์ โดยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าส่งออกตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า ๒๒ ฉบับ จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยในรูปของบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบความจริงโจทก์จึงเรียกให้จำเลยที่ ๓ คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ ให้คืนเงินจำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ ๑ ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอาก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง