คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 7767/2543
หลักกฎหมาย
โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาจ้างเป็นครูดังกล่าวจึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่มิใช่สัญญาทางการปกครองแม้กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 1)ฯ ข้อ (1) จะกำหนดมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู แต่เมื่อสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาจ้างแรงงานโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้เงินอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 8 เพียงแต่ศาลแรงงานกลางจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาบังคับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้เท่านั้น พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพ มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้างหรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง หรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้างอันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายที่ขจัดข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ จึงไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ที่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวก่อนฟ้องคดี โจทก์มีอำนาจฟ้อง ในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเท่านั้นไม่จำต้องอ้างบทกฎหมายที่กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องมาด้วย ศาลก็มีอำนาจนำบทกฎหมายที่นอกเหนือจากที่โจทก์อ้างมาปรับกับข้อเท็จจริงตามฟ้องได้เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้น ที่ศาลแรงงานกลางนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ มาปรับแก่คดีนี้ จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 38,160 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,632 บาท ค่าจ้าง 7,768 บาท และค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 50,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 16พฤษภาคม 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท เมื่อวันที่ 25พฤษภาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามฟ้องให้โจทก์แล้ว สัญญาจ้างและพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มาตรา 63, 78 และ 97ได้กำหนดไว้ในทำนองเดียวกันว่าถ้ามีข้อขัดแย้งระหว่างครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการให้เสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดหากคู่กรณีไม่พอใจก็มีสิทธิอุทธรณ์ไปยังรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่กรณีเลือกทางระงับข้อพิพาทโดยอาศัยองค์กรดังกล่าวได้แต่ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจมิให้คู่กรณีนำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้โดยตรง หรือให้อำนาจคู่กรณีทำข้อตกลงยกเว้นอำนาจการพิจารณาคดีของศาลแรงงานได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิได้เสนอความผิดและสมควรลงโทษเลิกจ้างโจทก์ให้คณะกรรมการประนีประนอมและคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานพิจารณาก่อนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการทั้งพฤติการณ์ที่โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ใช้ความระมัดระวังปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบกันยังไม่ถึงขนาดเป็นความผิดร้ายแรงที่จำเลยมีสิทธิไม่จ่ายค่าชดเชยแต่เป็นพฤติการณ์ที่มีเหตุให้เลิกจ้างได้จึงไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 38,160 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,632 บาทแก่โจทก์ คำขอนอกนั้นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าสัญญาการเป็นครูเอกสารหมาย ล.4 ทำขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ. 2525 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนเป็นสัญญาทางการปกครอง ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน จึงไม่อาจจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาใช้บังคับ โจทก์ฟ้องโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องและศาลแรงงานกลางพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกันโดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาการเป็นครูเอกสารหมาย ล.4 จึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 กรณีนี้หาใช่เป็นสัญญาทางการปกครองดังจำเลยอ้างไม่ และแม้กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (1) จะกำหนดมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู แต่เมื่อสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาจ้างแรงงานโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามฟ้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8เพียงแต่ศาลแรงงานกลางจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาบังคับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้เท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งศาลแรงงานกลางจะให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องหรือไม่เพียงใดย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ. 2525 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น นอกจากนี้พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพเท่านั้น มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างลูกจ้าง หรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง หรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้างอันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่จะขจัดข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการดังนั้น พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 จึงมิใช่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โดยไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ก่อน และแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง