คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 7778/2551
หลักกฎหมาย
แม้เดิมศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลงโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก็ตาม แต่ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และมีคำสั่งใหม่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา เท่านั้น ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 แต่เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ทันทีตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 18 โดยต้องอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 และ 228 (3) วรรคสอง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 เพิ่งอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายเกือบ 2 ปี จำเลยที่ 1 จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์ในปัญหาส่วนฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว จึงถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ตามที่โจทก์ล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกัน เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. บิดาของจำเลยที่ 1 และ ส. และตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาก็ยอมรับว่าบ้านเลขที่ 38 ที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์นั้น จ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้ว และพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้พร้อมกับบุตรซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย ตั้งแต่ที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 แล้ว จ. จึงยกที่ดินส่วนที่มีบ้านเลขที่ 38 ปลูกอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 19367 และที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 19368 จึงทำให้บ้านเลขที่ 38 ของจำเลยที่ 1 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์มาจากการรับซื้อฝากจาก ว. หลานของจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฟ้องแย้งไม่ เพราะเห็นได้ว่าเป็นการครอบครองฉันญาติพี่น้องตามที่ครอบครองมาแต่เดิม มิใช่เป็นการแย่งการครอบครองเพื่อเอากรรมสิทธิ์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกบ้านเลขที่ 38 แต่ จ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างและอยู่อาศัยมาก่อนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ซึ่งต่อมาตกเป็นของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านเลขที่ 38 ซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ แต่บ้านเลขที่ 38 ปลูกอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นของโจทก์ จึงต้องถือว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นการปลูกรุกล้ำโดยสุจริต กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 38 ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายได้เพราะมิใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิในที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านรุกล้ำเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องโดยใช้สิทธิดังกล่าวบังคับจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จากนางสาววดารัตน์และพ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว โจทก์รังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวพบว่าจำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ คิดเป็นเนื้อที่ 60 ตารางวา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 10,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะโจทก์ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงนางสาววดารัตน์ให้จดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์ สัญญาขายฝากไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมที่ดินเป็นของนายสมจิตต์แต่ใส่ชื่อนางสาววดารัตน์เป็นเจ้าของที่ดินแทนและนายสมจิตต์ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองครอบครองทำนาและปลูกบ้านอยู่กันมาตั้งแต่แต่งงานโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 40 ปี จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องและขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ซื้อฝากที่ดินมาจากนางสาววดารัตน์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นายสมจิตต์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินมาก่อน หากแต่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านและจำเลยทั้งสองครอบครองดูแลแทนนายสมจิตต์ มิได้ครอบครองเพื่อตน และจำเลยที่ 1 เอง ก็ไม่ทราบว่าบ้านปลูกรุกล้ำ จึงไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองปรปักษ์ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้ง ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่ว่า รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งให้รับเฉพาะในส่วนที่พิพาทกันตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกเนื้อที่ 60 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะไปใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ให้หักค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้ 200 บาท ส่วนที่เหลือให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 ไร่ และบ้านเลขที่ 38 ที่ปลูกอยู่บนที่ดิน โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา โดยโจทก์ซื้อฝากมาจากนางสาววดารัตน์ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในขณะทำนิติกรรมขายฝากให้โจทก์ในราคา 1,200,000 บาท และพ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 และ 19368 อยู่ติดกันและเดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันโดยแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ซึ่งเป็นของนายจันทร์หรือจันบิดาของจำเลยที่ 1 และนายสมจิตต์ซึ่งนายสมจิตต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนางสาววดารัตน์ก่อนแบ่งแยกออกมาเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 19368 ส่วนบ้านเลขที่ 38 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ประมาณ 60 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลงจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเพียงบางส่วนเฉพาะในส่วนที่ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไป 60 ตารางวา และยกฟ้องแย้งจึงไม่ถูกต้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่ารูปคดีตามคำฟ้องและคำให้การไม่มีเรื่องการครอบครองปรปักษ์ เพราะการครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น แต่ที่ดินตามที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าครอบครองปรปักษ์นั้นเป็นที่ดินนายสมจิตต์ซึ่งยกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองตลอดมาตั้งแต่นายสมจิตต์ยกให้ จึงเป็นการครอบครองที่ดินของตนเอง มิใช่เป็นการครอบครอง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง