ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 7795/2549

หลักกฎหมาย

หนังสือสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 มีข้อความว่า "ผู้จะขายยอมตกลงขายที่นาฝากไว้... เป็นราคาเงิน 200,000 บาท มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาถึงวันที่ 1 เมษายน 2543 หากไม่มีเงิน 200,000 บาท มาคืนให้ผู้ซื้อ ผู้ขายยอมให้ที่นาจำนวน 15 ไร่ ตามสัญญาให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ 1 เมษายน 2543" มีความหมายเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงิน 200,000 บาท คืนแก่โจทก์ทั้งสองเมื่อถึงเวลาที่กำหนด มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 อาจไถ่ที่นานั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนหนึ่งไปจากโจทก์ทั้งสองและตกลงว่าจะชำระคืนให้ อันเข้าลักษณะเป็นการกู้เงิน และหนังสือสัญญาดังกล่าวย่อมใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวมาในคำฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง ก็เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเท้าความถึงข้อความที่ปรากฏในหนังสือสัญญา ซึ่งโจทก์แนบสำเนามาท้ายคำฟ้องเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าต้องด้วยบทกฎหมายใด โดยเฉพาะโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องขอให้บังคับคดีเกี่ยวกับที่ดิน คงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนท่านั้น โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกเงินคืนหากวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ ก็ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 บังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์ในฐานะที่เป็นลาภมิควรได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น เพราะเป็นการฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยตรง มิใช่เป็นฎีกาที่ต้องห้าม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีของโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินมือเปล่าไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 200,000 บาท มีกำหนด 2 ปี โดยจะชำระเงิน 200,000 บาท เป็นการไถ่คืนภายในวันที่ 1 เมษายน 2543 หากไม่ชำระยอมให้ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสำเนาหนังสือสัญญาท้ายฟ้อง จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนาในที่ดินนับแต่วันขายฝาก ครั้นครบกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง และไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนาในที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเสียเอง โจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 200,000 บาท และได้ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อประมาณปี 2537 นายธรรมนอง พิงสูงเนิน ซึ่งเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรชายของจำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์ที่ 1 จำนวน 310,000 บาท ต่อมาปลายปี 2539 นายธรรมนองชำระหนี้บางส่วน คงค้างชำระเงินต้น 210,000 บาท จึงได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินให้ไว้แก่โจทก์ที่ 1 ตามยอดเงินดังกล่าวหลังจากนั้นนายธรรมนองชำระเงินต้นอีก 10,000 บาท คงค้างชำระเงินต้น 200,000 บาท โจทก์ที่ 1 เกรงว่านายธรรมนองจะไม่สามารถชำระดอกเบี้ย จึงติดต่อจำเลยทั้งสองเพื่อขอทำนา 15 ไร่ ต่างดอกเบี้ย และเพื่อเป็นหลักฐาน โจทก์ทั้งสองได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายพิมพ์นิ้วมือ และให้จำเลยที่ 2 ลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองกับพวกกรอกข้อความไม่ตรงกับเจตนาที่ได้ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินหรือรับเงินจากโจทก์ทั้งสอง และไม่เคยตกลงแปลงหนี้หรือรับสภาพหนี้แทนนายธรรมนอง จำเลยที่ 1 เพียงแต่ครอบครองที่ดินไว้แทนบิดาไม่มีสิทธินำที่ดินไปทำนิติกรรมกับโจทก์ทั้งสอง สัญญาขายฝากไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องนายธรรมนองให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ แต่แถลงรับว่าเป็นผู้ค้ำประกันเงินจำนวน 200,000 บาท ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2539 นายธรรมนอง พิงสูงเนิน ซึ่งเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรชายของจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ที่ 1 จำนวน 210,000 บาท โดยมอบที่นาเนื้อที่ 31 ไร่ ให้โจทก์ที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกัน ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับที่นาแปลงดังกล่าวในเนื้อที่ 15 ไร่ และจำเลยที่ 1 ได้ลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสอง ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยในชั้นนี้เสียก่อนว่า ข้อตกลงในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เข้าลักษณะเป็นสัญญาขายฝากหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนโดยอาศัยหนังสือสัญญาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ของหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่มีช่องว่างเว้นไว้สำหรับกรอกข้อความ จำเลยที่ 1 ลงลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้จะขายโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้จะซื้อ และในข้อ 1 ของหนังสือสัญญามีข้อความว่า "ผู้จะขายยอมตกลงขายที่นาฝากไว้ เป็นที่นาห้วยยางชุม... เป็นราคาเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) โดยจะขายที่นาไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาถึงวันที่ 1 เมษายน 2543 หากไม่มีเงิน 200,000 บาท มาคืนให้ผู้ซื้อ ผู้ขายยอมให้ที่นาจำนวน 15 ไร่ ตามสัญญาให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ 1 เมษายน 2543" ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงิน 200,000 บาท คือแก่โจทก์ทั้งสองเมื่อถึงเวลาที่กำหนดมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยัง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2549 · ทนอย Thanoy