ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 7807/2549

หลักกฎหมาย

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายกาค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 ก็ต่อเมื่อเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 ประกอบมาตรา 6 ไม่ได้วางหลักเกณฑ์ในการทำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไว้อย่างชัดเจน คงถือเป็นหลักเกณฑ์ได้ว่า ในการใช้ดุลพินิจที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แล้วแต่กรณี จะต้องให้เหตุผลในการปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และต้องเป็นเหตุที่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายังมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ อาจเทียบเคียงได้กับการทำคำพิพากษา จึงต้องนำหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 มาใช้บังคับโดยอนุโลม คือ การให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) และ (5) หากคำวินิจฉัยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่า ชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายกาค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งการให้เหตุผลในระดับที่วิญญูชนสามารถเข้าใจได้ก็ถือเป็นการให้เหตุผลที่เพียงพอแล้วมิใช่เป็นเหตุผลลอยๆ หรือคลุมเครือ หรือต้องให้เหตุผลในรายละเอียดทุกเรื่อง การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในต่างประเทศ ย่อมเป็นเรื่องของกฎหมายแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเป็นดุลพินิจของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแต่ละประเทศ มิใช่เงื่อนไขที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวให้ในประเทศไทยด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยมีการจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันสินเชื่อดังกล่าว ในการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์นั้น โจทก์ได้ระดมทุนด้วยการออกหลักทรัพย์ขายให้แก่นักลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลก หลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่โจทก์นำออกขาย ได้แก่ หลักทรัพย์ประเภทหนี้หรือเรียกว่า debt securities ในการระดมทุนดังกล่าว โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า REFERENCE NOTES และ REFERENCE BILLS โดยเรียกชื่อโครงการระดมทุนดังกล่าวว่า REFERENCE NOTES PROGRAM และ REFERENCE BILLS PROGRAM โจทก์ได้โฆษณาเผยแพร่การออกหลักทรัพย์ภายใต้เครื่องหมายการค้าทั่วโลก ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2544 โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทั้งสองต่อสำนักงานเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับบริการต่างๆ ในจำพวก 36 รายการบริการ (1) บริการด้านการเงิน (2) บริการด้านการเงินที่เกี่ยวกับเงินกู้โดยการจำนอง (3) บริการด้านการเงินที่เกี่ยวกับการค้ำประกันการจำนอง แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ โดยเห็นว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของนายทะเบียนการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งยืนตามความเห็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรการเครื่องหมายการค้าไม่ได้แสดงรายละเอียดของข้อเท็จจริงที่นำไปสู่เหตุผลในการปฏิเสธ เป็นการอ้างถ้อยคำของกฎหมายลอยๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำว่า REFERENCE NOTES และ REFERENCE BILLS ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและแยกความแตกต่างระหว่างบริการของเจ้าของรายหนึ่งกับบริการของเจ้าของรายอื่นได้ สมควรได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า REFERENCE NOTES และ REFERENCE BILLS ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 463344 และ 463345 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทั้งสองเครื่องหมายต่อไป จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์เป็นคำสั่งที่มีเหตุผลถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลักฐานที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อประกอบข้อพิสูจน์ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้โฆษณาเผยแพร่จนถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะความมีชื่อเสียงนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการบริการของโจทก์มีการเผยแพร่จนทำให้สาธารณชนทั่วไปในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจบริการดังกล่าวแตกต่างจากบริการอื่น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อเพื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยมีการจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันสินเชื่อดังกล่าว ในการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์นั้น โจทก์ได้ระดมทุนด้วยการออกทรัพย์ขายให้แก่นักลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลก หลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่โจทก์นำออกขายได้แก่ หลักทรัพย์ประเภทหนี้หรือเรียกว่า debt securities เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า Reference Bills และ Reference Notes แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่สุด และหลักเกณฑ์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ในการพิจารณานั้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7807/2549 · ทนอย Thanoy