ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 7810/2559

หลักกฎหมาย

พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 21 บัญญัติว่า "ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย คือ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนและค่าจ้าง ตลอดจนลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจผู้อำนวยการจำเลยเป็นผู้ลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง และการลงโทษทางวินัยต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้ ซึ่งข้อบังคับของจำเลยเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัย คือ ข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544 ตามข้อบังคับดังกล่าวกำหนดเรื่องการสอบสวนและการลงโทษไว้ในหมวด 9 ตั้งแต่ข้อ 59 ถึงข้อ 70 โดยข้อ 62 กำหนดเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและการเสนอรายงานการสอบสวนและความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็วเท่านั้น ส่วนอำนาจในการสั่งลงโทษทางวินัยพนักงานหรือลูกจ้างโดยทั่วไปก็มิได้จำกัดอำนาจผู้อำนวยการจำเลยไว้ คงมีข้อบังคับข้อ 66 กำหนดว่าในกรณีที่ผู้อำนวยการจำเลยจะลงโทษทางวินัยพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ที่ปรึกษา ผู้อำนวยการฝ่าย หรือตำแหน่งซึ่งเทียบเท่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน ผู้อำนวยการจำเลยจึงสั่งได้เท่านั้น อันแสดงว่าตามข้อบังคับให้อำนาจผู้อำนวยการใช้ดุลพินิจลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้างทั่วไปได้โดยลำพัง เว้นแต่กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างระดับสูงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อนตามข้อ 66 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่พนักงานที่ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดในข้อ 66 และข้อบังคับไม่ได้กำหนดถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานและความเห็นต่อผู้อำนวยการแล้วต่อมาผู้อำนวยการได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมและมีการเสนอรายงานการสอบสวนโดยมีความเห็นในครั้งแรกกับครั้งหลังไม่ตรงกันดังเช่นกรณีของโจทก์ว่าให้ผู้อำนวยการดำเนินการอย่างไร การที่ อ. รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลยในขณะนั้นพิจารณาสำนวนการสอบสวนทั้งหมดแล้วเห็นว่าโจทก์ทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบโดยเจตนาเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษไล่ออกและลดโทษเป็นให้ออก โดยไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพิจารณาก่อนจึงชอบด้วย พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 21 และข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยกเลิกคำสั่งจำเลยที่ 119/2550 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และออกคำสั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง และอัตราเงินเดือนเดิมก่อนถูกเลิกจ้างเลื่อนขั้นเงินเดือนตามปกติในแต่ละปี ให้สิทธิประโยชน์พร้อมสวัสดิการต่าง ๆ ที่พนักงานของจำเลยได้รับแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินเดือนละ 39,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 มีนายอนุชัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2520 จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง โจทก์มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นนักบริหารงานการตลาด 6 ประจำสำนักงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 39,250 บาท ในปี 2547 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากราคาลำไยตกต่ำ ด้วยการทำโครงการจัดการตลาดลำไยปี 2547 โดยมอบหมายให้จำเลยดำเนินการแทรกแซงรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรในราคานำตลาด แล้วนำมาแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งโดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2547 ถึงเดือนกันยายน 2547 ในการดำเนินการตามโครงการจำเลยออก "ระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ว่าด้วยการรับซื้อลำไยสด (ร่วง) เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งตามโครงการจัดการตลาดลำไย ปี 2547" และ "คู่มือวิธีปฏิบัติในการรับซื้อลำไย" กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนปฏิบัติในการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรว่าเกษตรกรที่สามารถนำลำไยมาขายต้องมีหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในปี 2547 (แบบใบ ลย.1) ซึ่งออกโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยต้องแสดงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมทำใบเสนอขายที่มีรายการแสดงจำนวนผลผลิตลำไยที่เกษตรกรประสงค์นำมาขาย เมื่อเกษตรกรส่งมอบลำไยแล้วจำเลยจะออกใบรับมอบและใบสำคัญจ่ายเงินค่าสินค้า (ใบ สพ.01) ที่มีรายละเอียดแสดงขนาด คุณภาพ และปริมาณลำไยที่เกษตรกรนำมาขาย และเป็นหลักฐานการรับมอบลำไยและการจ่ายเงินค่าลำไยให้แก่เกษตรกรจากนั้นหัวหน้าหน่วยรับซื้อลำไยสด (ร่วง) จะจ่ายค่าลำไยแก่เกษตรกรเป็นเช็คสั่งจ่ายขีดคร่อมในนามเกษตรกร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยรับซื้อลำไยสด (ร่วง) ประจำอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และกำหนดจุดรับซื้อลำไยประจำอำเภอให้โจทก์รับผิดชอบ จำนวน 5 จุด คือ บริษัทแท่นทอง จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่สินเกษตร สหกรณ์ชาวสวนลำไยภาคเหนือ สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง และบริษัทพาราไดส์ฟรุตส์ อินดัสเตรียล จำกัด โดยกำหนดให้หน่วยรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ในการรับซื้อลำไย ณ จุดรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด นอกจากมีโจทก์เป็นหัวหน้าหน่วยแล้ว ยังมีนางจินดา เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารใบ ลย.1 นางสาวกรรณิการ์ และนางสาวมยุรา ลูกจ้างชั่วคราวที่จำเลยว่าจ้างให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานประจำหน่วย นางสาวน้ำค้าง เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมตรวจสอบคุณภาพลำไยที่เกษตรกรนำมาขาย นอกจากนี้ยังมี นายศิริผู้จัดการ อตก. เขต 5 เป็นผู้ประสานงานในโครงการมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการของโจทก์ ลำไยสดที่จำเลยรับซื้อจากเกษตรกร ณ จุดรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด จะถูกนำมาอบแห้ง โดยจำเลยทำสัญญาว่าจ้างบริษัทปอเฮงอินเตอร์เทรด จำกัด ให้อบแห้งและเก็บรักษาลำไยอบแห้งไว้ให้จำเลย และบริษัทปอเฮงอินเตอร์เทรด จำกัด ตั้งนางศศอร เจ้าของบริษัทแท่นทอง จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินการแทน ภายหลังปิดหน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด ในวันที่ 20 สิงหาคม 2547 นางศศอรร้องเรียนโจทก์ต่อนายศิริ ผู้จัดการ อตก. เขต 5 ซึ่งเป็นผู้ประสานงานในโครงการรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรว่าภายหลังปิดหน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด แล้ว โจทก์ไม่ยอมจ่ายเช็คค่าลำไยให้เกษตรกร 7 ราย นายศิริจึงให้โจทก์ชี้แจง โจทก์ชี้แจงว่าได้จ่ายเช็คให้เกษตรกรเรียบร้อยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 แล้ว แต่ยังไม่มีการส่งเช็คมาเรียกเก็บเงินจากธนาคาร โจทก์แจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็ค แต่ธนาคารขอให้โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก่อน โจทก์จึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสันป่าตองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2547 ต่อมาในวันที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7810/2559 · ทนอย Thanoy