คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 7815/2561
หลักกฎหมาย
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกำหนดโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 3พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 62พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 106พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 88พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 140
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 390,000 บาท ฐานร่วมกันมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี และปรับ 260,000 บาท ฐานร่วมกันมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 260,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี ได้แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 260,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยเป็นมารดาของนายจักรภัทร พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่อาคารห้องพักข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารซึ่งอยู่ด้านหลังสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ห้องเลขที่ 2111/6 ที่เกิดเหตุ โดยห้องนอนของจำเลยและนายจักรภัทรอยู่ต่างหากแยกจากกัน ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและนายจักรภัทรได้ที่ห้องเกิดเหตุ ตรวจค้นภายในห้องเกิดเหตุบริเวณห้องโถงพบกระเป๋าลายธงชาติวางอยู่บนชั้นวางหนังสือ ภายในกระเป๋าดังกล่าวยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง ตรวจค้นที่โต๊ะบริเวณห้องครัวยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง และชนิดเม็ด 5 เม็ด จากลิ้นชักโต๊ะดังกล่าว ตรวจค้นห้องนอนของจำเลยไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่เมื่อตรวจค้นห้องนอนของนายจักรภัทรมีโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ ตรวจค้นบนโต๊ะและในลิ้นชักยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 7 ถุง และอัลปราโซแลม 22 เม็ด รวมยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเกล็ด 9 ถุง น้ำหนัก 3.330 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.182 กรัม ชนิดเม็ด 5 เม็ด น้ำหนัก 0.461 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.081 กรัม และอัลปราโซแลมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 22 เม็ด น้ำหนัก 2.910 กรัม เป็นของกลาง แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยและนายจักรภัทรว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนายจักรภัทรให้การรับสารภาพ และนายจักรภัทรถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวและสั่งริบของกลางทั้งหมดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ อย.4476/2557 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายจักรภัทรกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปความได้ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยแบ่งเป็น 2 ข้อหา คือ ตามฟ้องข้อ 1 ก. ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และตามฟ้องข้อ 1 ข. ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (อัลปราโซแลม) จำนวน 22 เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับนายจักรภัทรซึ่งเป็นบุตรชายกระทำความผิดเต็มตามฟ้องทั้งข้อ 1 ก. และ ข. แต่ศาลอุทธรณ์กลับรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายจักรภัทรเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยศาลอุทธรณ์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกับนายจักรภัทรได้ร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมของกลางจำนวนดังกล่าวหรือไม่ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกฟ้องโจทก์ในข้อหา 1 ก. บางส่วน และยกฟ้องโจทก์ในข้อ 1 ข. แต่โจทก์เห็นว่าคดีนี้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานจนรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแล้วว่า จำเลยมีพฤติการณ์ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดกับนายจักรภัทร จนกระทั่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยเต็มตามฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาลงโทษจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง