คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 7830/2544
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยกระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ กฎกระทรวงมหาดไทย ข้อ 93ออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ มาตรา 58 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฯ มาตรา 6 จำเลยจึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปีฯ ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปีฯ มาตรา 4 ศาลชั้นต้น ย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับพวก มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกรรมวิธีในการผลิตมีหลายขั้นตอนตั้งแต่จัดหาสถานที่จัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ สารเคมี และแรงงาน ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดตอนหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นตัวการร่วมจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาเครื่องอัดเม็ดและสารเคมี โดยค้นพบผงเมทแอมเฟตามีนหัวเชื้อ อุปกรณ์การผลิตได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกถือว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นตัวการร่วมกันผลิต
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 83พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 4พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 65พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 43พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 58พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี 4พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 6
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4, 6(7 ทวิ), 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณะสุข เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9427/2531 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3774/2538 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ 2ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ฐานร่วมกันผลิตและร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุกคนละ 20 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 แล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 8 เดือนลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาจำคุกคนละ 12 ปี และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยมิได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 15 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นให้การรับสารภาพฐานร่วมกันผลิตและร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน แม้จะให้การรับสารภาพฐานนี้ในชั้นพิจารณา แต่ได้นำสืบปฏิเสธ จึงเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันผลิตและร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายมีกำหนด 15 ปี สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน เมื่อเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วรวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 6 เดือน ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นับโทษจำเลยที่ 1ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9427/2531 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3774/2538ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาชั้นฎีกาในประการแรกว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตรีอนันต์ ทองระย้านายสมชาย ศรีปานเงิน และนายพจน์ โอภาสนิพันธ์ เจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกมาเบิกความได้สาระสำคัญว่า ก่อนมีการจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนมาก่อนแล้ว ในระหว่างที่ได้รับการพักการลงโทษ จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนอีก ร้อยตรีอนันต์ นายสมชายและนายพจน์จึงเฝ้าติดตามดูพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา จากการติดตามได้ความว่าในวันที่ 28 มีนาคม 2538 ร้อยตรีอนันต์ได้รับรายงานจากนายสมชายและนายพจน์ว่า จำเลยที่ 1 และนายยุทธนาหรือจิน ปฐมวรกุล น้องชายได้รับมอบเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนจากนางมาลี ศรีกิตติวรรณา และนายกู๋ไม่ทราบนามสกุลที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์สาขาท่าพระ จากนั้นนายยุทธนาได้นำเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่สวนนพคุณ ตำบลท่าทองหลางอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2538จำเลยที่ 1 นั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง