ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 784/2557

หลักกฎหมาย

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม ป.อ. มาตรา 209 เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตาม ป.อ. มาตรา 210 เป็นขั้นตอนการกระทำความผิดที่ยกระดับถึงขั้นคบคิดกันหรือตกลงกันหรือประชุมหารือกันเพื่อจะกระทำความผิด สภาพความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานเป็นซ่องโจรจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 524/2554 และ 525/2554 โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 209, 210, 221, 222, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคแรก, 222, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ชั้นสอบสวนและของจำเลยที่ 2 ชั้นซักถาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นรถจักรยานยนต์ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดในการทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 35 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เวลาประมาณ 16.30 นาฬิกา ได้เกิดเหตุระเบิดจากระเบิดแสวงเครื่องที่ร้านยืนยง ร้านย่งฮวด และร้านย่งเฮง ในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในร้านยืนยงได้รับอันตรายแก่กาย และทรัพย์สินของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของร้านแต่ละร้านดังกล่าวได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนไปตรวจร้านเกิดเหตุทั้งสามร้าน พบชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่อง จึงยึดเป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านยืนยงรู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะเกิดเหตุระเบิดในร้านของตนเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยืนอยู่ภายในร้าน ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ยืนพูดคุยกับจำเลยที่ 2 หน้าร้าน และเห็นจำเลยที่ 1 วิ่งออกมานอกร้านได้รับบาดแผลที่มือข้างขวา หาได้เบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้นำระเบิดมาวางไว้ในร้านและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำให้เกิดระเบิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิดจากการระเบิด จะฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำระเบิดไปวางไว้และทำให้เกิดระเบิดไม่ได้ และฎีกาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำผลการซักถามที่พยานโจทก์ปากพันตำรวจโทณัฐภัทร ซักถามจำเลยที่ 1 และร้อยตำรวจเอกจินดา ซักถามจำเลยที่ 2 โดยมีพยานทั้งสองเบิกความประกอบเอกสาร กับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกแดนชัย พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความประกอบคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี อันจะทำให้เชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวได้ กับฎีกาต่อไปว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นโดยตรงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มบุคคลหรือสมคบประชุมวางแผนกันเมื่อใด ที่ไหน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ร้านเกิดเหตุอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงโดยอาศัยผลการซักถามกับคำให้การรับ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2557 · ทนอย Thanoy