คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 7847/2560
หลักกฎหมาย
บริษัทโจทก์ บริษัท อ. และบริษัท ฮ. ต่างเป็นบริษัทลูกของบริษัทแม่ด้วยกันย่อมรู้ข้อมูลทางการเงินซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี วันที่ 9 กันยายน 2549 โจทก์ให้บริษัท ฮ. กู้ยืมเงินเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัท อ. ตามความต้องการของบริษัทแม่ วันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัท ฮ. ออกหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท ขายให้โจทก์แต่ผู้เดียว โดยโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้น แล้ว บริษัท ฮ. สลักตั๋วให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัท ฮ. จดทะเบียนเลิกบริษัท และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ขณะโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ฮ. ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของบริษัท ฮ. มีผลขาดทุนสะสมมาตลอด และได้หยุดการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัท ฮ. ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแปลงหนี้เป็นทุนตามที่โจทก์อ้างว่าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อหวังเงินปันผลจากการดำเนินกิจการของบริษัท ฮ. รายจ่ายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ต้องห้ามนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภงด.73.1 - 01003071 - 25550822 - 022 - 00003 ถึง 00005 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค 0707.03 (ก12.2)/010807 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/365 - 368/2557 ลงวันที่ 23 กันยายน 2557 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นบริษัทในเครือของบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด และโจทก์เป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน โดยมีบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปี 2548 บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ตกลงขายทรัพย์สินและเงินลงทุนในกิจการต่าง ๆ ให้แก่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด แต่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ต้องการหุ้นที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ถืออยู่ในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) จึงให้บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ให้แก่โจทก์ 4,999,994 หุ้น ในราคา 1 บาท และมีการโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ต่อบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด 281,289,649.06 บาท ให้แก่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) วันที่ 1 กันยายน 2549 บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด กู้ยืมเงินโจทก์ 289,890,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อรวมกับหนี้เดิม โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด 290,260,000 บาท หลังจากนั้นบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด มีมติให้เพิ่มทุนจากเดิม 50,000,000 บาท เป็น 302,500,000 บาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุน 290,000,000 บาท และโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด โดยชำระค่าหุ้น 252,500,000 บาท ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด สลักหลังตั๋วคืนให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์ จากนั้นบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี โจทก์จึงอ้างผลขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด จำนวน 290,000,000 บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 แต่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าผลขาดทุนจากการลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด 252,500,000 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) และโจทก์บันทึกรายจ่ายสูงเกินไป 45 บาท จึงปรับปรุงการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ และมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 กับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 ถึงปี 2553 แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ขายทรัพย์สินและเงินลงทุนให้แก่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยให้บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ขายเงินลงทุนที่มีในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ให้แก่โจทก์ 4,999,994 หุ้น ในราคา 1 บาท และโจทก์ต้องรับภาระที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ค้างชำระ 37,499,955 บาท ส่วนลูกหนี้ค้างรับและดอกเบี้ยค้างรับ 281,289,649.06 บาท ได้โอนสิทธิเรียกร้องกลับไปให้บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2549 บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด กู้เงินโจทก์ 290,260,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้แก่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด แทนที่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ครั้นวันที่ 6 ตุลา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง