ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 7850/2560

หลักกฎหมาย

แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า แต่เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าจำเลยยอมรับว่ามีข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวเกี่ยวกับบ้านพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยให้การและนำสืบว่าปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้เพราะโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไว้ว่าให้ตกเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทจึงมีอยู่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบของจำเลย แล้ววินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา ในส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวด้วย เพราะเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามประเด็นข้อพิพาทและข้อนำสืบในส่วนนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวน เมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสแล้วโดยให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้บ้านพิพาทจึงมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีก อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อนแล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน โจทก์ฎีกาว่าไม่ต้องร่วมรับผิดในเงินจำนวน 1,700,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 1,700,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 34,000 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ 8,500,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสคือบ้านเลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหรือให้ใช้ราคาเป็นเงิน 8,500,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านเดี่ยวสองชั้น เลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย ให้แบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลย ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายบ้านพิพาทโดยวิธีประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้นำบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อนแล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงสุชญา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 ปรากฏตามสำเนา เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 นายคารวุฒิ บิดาของจำเลย ได้ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม โดยไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 192 ส่วนในจำนวน 320 ส่วน และ 168 ส่วนในจำนวน 280 ส่วน ตามลำดับ วันที่ 5 กรกฎาคม 2550 โจทก์และจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก จำนวน 2,006,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2551 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสุโขทัย จำนวน 1,000,000 บาท โดยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยและนายคารวุฒิ เป็นหลักประกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยยินยอมให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อชำระหนี้ธนาคาร ปรากฏตามต้นฉบับสัญญากู้เงิน ข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงิน หนังสือยินยอมให้หักบัญชีเงินฝาก สัญญากู้เงินสัญญาค้ำประกัน และสำเนาโฉนดที่ดิน วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างบ้านเลขที่ 83/2 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ ทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลย วันที่ 6 กันยายน 2555 จำเลยกู้ยืมเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสิงหวัฒน์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวนเงิน 2,100,000 บาท และครั้งที่ 2 จำนวนเงิน 1,300,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน วันที่ 7 กันยายน 2555 จำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก รวม 2 ครั้ง จำนวนเงิน 1,588,047.22 บาท และจำนวน 479,937.77 บาท ตามลำดับ วันที่ 23 มกราคม 2557 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันมีข้อความว่า ข้อ 1 จำเลยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 เฉพาะส่วนของจำเลย พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่เด็กหญิงสุชญา... ข้อ 2 จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,360,000 บาท โดยผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท... ข้อ 3 จำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงสุชญา ผู้เยาว์ เดือนละ 5,000... บาท ข้อ 4 จำเลยยินยอมและตกลงจ่ายค่าเทอมการศึกษาให้แก่เด็กหญิงสุชญา... ข้อ 5 หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันที... และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมไปแล้ว คดีถึงที่สุด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บ้านเลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นสินสมรสที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ในข้อนี้คู่ความต่างนำสืบรับกันว่า ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยสมรสกันได้มีการปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/2 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ซึ่งปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า บ้านเลขที่ 83/2 ดังกล่าวตั้งคร่อมอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้น ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อนำสืบในส่วนนี้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า บ้านเลขที่ 83/2 ที่พิพาทกันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์เมื่อหย่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง