คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 7873/2542
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารในโครงการทั้งหมดแม้จำเลยจะทำสัญญาว่าจ้างบริษัทอื่นให้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนต่าง ๆแทน แต่จำเลยก็ยังคงเป็นเจ้าของกิจการก่อสร้างในโครงการทั้งหมดและตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าว เช่น สัญญาซื้อเสาเข็มคอนกรีตว่า จำเลยจะต้องจัดหาสถานที่สำหรับกองเสาเข็มและจัดทำทางเพื่อให้รถบรรทุกเสาเข็มเข้าไปส่งยังจุดทำงานได้โดยสะดวก และสัญญาว่าจ้างตอกเสาเข็มว่าจำเลยต้องรับผิดชอบกรณีที่มีความเสียหายของอาคารข้างเคียงเนื่องจากความสั่นสะเทือนหรือจากแรงดันของดินจากการตอกเสาเข็ม เช่นนี้ถือว่าจำเลยต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในฐานะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 คำแถลงของคู่ความมีลักษณะเป็นการแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลเกี่ยวกับปริมาณค่าเสียหายของโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าให้เป็นไปตามที่วิศวกรของกรมโยธาธิการประเมินราคา คู่ความทั้งสองฝ่ายย่อมต้องถูกผูกพันเป็นยุติตามที่วิศวกรของกรมโยธาธิการประเมินราคามาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) คู่ความจะโต้แย้งเป็นอย่างอื่นหรืออ้างความเห็นของพยานคนใดมาหักล้างมิได้ การก่อสร้างอาคารตามโครงการของจำเลยเริ่มตั้งแต่ปี 2533จนถึงปี 2537 ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์นั้น เป็นผลมาจากการดำเนินการก่อสร้างของจำเลย มิได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วเสร็จสิ้นไป หากแต่เกิดต่อเนื่องกันมาเป็นระยะ ๆ ตราบเท่าที่ยังมีการก่อสร้างตามโครงการของจำเลย จำเลยได้ให้ พ. เข้าไปซ่อมบ้านของโจทก์จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 อันถือเป็นการที่ลูกหนี้ได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้รายนี้เป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536จึงไม่ขาดอายุความ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 209011, 209012 และ 209013 และโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 209014 รวมเนื้อที่ทั้งหมด 2 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้าน 2 ชั้น 2 หลัง เลขที่ 42/24 และ 42/25 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงของโจทก์ทั้งสอง ได้ประกอบการค้าโดยปลูกสร้างคอนโดมิเนียมแฟลตหรืออาคารชุด เพื่อขาย ชื่อว่า "โครงการฟลอราวิลล์" ระหว่างปี 2533ถึงปัจจุบัน จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โดยระหว่างก่อสร้างอาคารของจำเลยได้มีการใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็ม รถบรรทุกดินและวัสดุก่อสร้างเข้าออกผ่านหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดแรงสั่นสะเทือนของการก่อสร้าง เป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังทำให้อาคารบ้านเลขที่ 42/24 และ 42/25 พร้อมรั้วคอนกรีตได้รับความเสียหายหลายรายการ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,147,850 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างบุคคลภายนอกเป็นผู้ก่อสร้างโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความเนื่องจากมิได้ฟ้องภายใน 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,763,563 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1ธันวาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 209011, 209012 และ 209013โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 209014 และโจทก์ทั้งสองได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินทั้ง 4 แปลง เมื่อปี 2530 คือบ้านเลขที่ 42/24 และ42/25 หมู่ที่ 16 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารชุดสูง 33 ชั้น จำนวน4 อาคาร เพื่อขายหรือให้เช่า ใช้ชื่อโครงการว่า "ฟลอราวิลล์" การบริหารโครงการของจำเลยนายสุบรรณ ตระกูลเรืองวิทย์ พนักงานของจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมโครงการ ระหว่างก่อสร้างอาคารตามโครงการของจำเลยบ้านและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกิดความเสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองได้รับนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เหตุที่รั้วบ้านโจทก์พังเนื่องจากที่ดินบริเวณบ้านโจทก์ทั้งสองสูงกว่าถนนประมาณ 1 เมตร และรั้วไม่มีสเตย์ยึดไว้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2533 ฝนตกหนักทำให้รั้วยุบตัวลง และการดำเนินการก่อสร้างอาคารของจำเลยใช้วิธีขุดเปิดหน้าดินออกบางส่วน ฝังแผ่นเหล็กโดยรอบ และเจาะเอาดินออกบางส่วน แล้วจึงตอกเสาเข็มลงในหลุมดิน ซึ่งจะทำให้เกิดความกระทบกระเทือนแก่ที่ดินข้างเคียงน้อยที่สุด และการขนส่งวัสดุก่อสร้างมายังสถานที่ก่อสร้างไม่ได้ทำให้บ้านโจทก์ทั้งสองเสียหายนั้น เห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 2 เบิกความยืนยันว่า ขณะก่อสร้างได้มีการขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทำให้ถนนเสียหายถนนถูกอัดลง ดินใต้ถนนไหลเลื่อนเบียดกำแพงและเสาบ้านโจทก์ทั้งสองและการก่อสร้างใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็มตามภาพถ่ายหมาย จ.13 ทำให้เสาบ้านโจทก์ทั้งสองทรุดตัวและมีรอยแตกร้าวของอาคารบ้านโจทก์ทั้งสองหลายแห่งความเสียหายของโจทก์ทั้งสองปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.14 ถึง จ.16 โจทก์ที่ 2 แจ้งให้จำเลยทราบจำเลยส่งนายสุบรรณ ตระกูลเรืองวิทย์ มาตรวจสอบความเสียหายอยู่ 7 เดือนจึงวิเคราะห์ว่าเสาอาคารของโจทก์ทั้งสองต้นคู่หน้าได้รับความเสียหายโดยการทรุดตัว ตามเอกสารหมาย จ.17 และนายสุบรรณได้ทำบันทึกลงวันที่ 12 เมษายน 2534 ในฐานะผู้จัดการโครงการของจำเลยให้แก่โจทก์ที่ 2ไว้ว่า ขอรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตามเอกสารหมาย จ.20และโจทก์ทั้งสองมีนายพิทักษ์ พิทักษ์พงศ์สนิทซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างและมีบ้านอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เบิกความสนับสนุนว่า การก่อสร้างอาคารของจำเลยทำให้บ้านของโจทก์ทั้งสองและบ้านของพยานเสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวสอดคล้องต้องกัน จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนจำเลยมีนายสุบรรณ ตระกูลเรืองวิทย์ เป็นพยาน แต่นายสุบรรณเบิกความรับว่า ความเสียหายที่บ้านโจทก์ทั้งสองพยานเข้าไปดูแลและซ่อมแซมและลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.20 เป็นลายมือชื่อของพยานทั้งนายประสงค์ เอาฬาร กรรมการบริษัทจำเลยก็เบิกความรับว่าจำเลยให้นายสุบรรณเข้าไปดำเนินการซ่อมแซมบ้านโจทก์ ดังนั้นจึงฟังได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองได้รับนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โครงการนี้จำเลยว่าจ้างบริษัทอื่นดำเนินการจำเลยมิได้เป็นผู้ผิดในการว่าจ้างจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้นเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ดำเนินการก่อส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง