คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 7878/2557
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยทั้งสองต่างเบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 4304/2548 ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นการเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี แม้จำเลยทั้งสองต่างเบิกความเป็นพยาน แต่พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วร่วมกันนำไปกรอกข้อความเท็จและนำมาฟ้องโจทก์ เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อสนับสนุนคำฟ้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชนะโจทก์ในคดีดังกล่าว มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กัน จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 2 เบิกความ 2 ครั้งต่างวันกันก็โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชนะโจทก์ในคดีก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวชาลินี บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพี่ภริยาของจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 รู้จักและทำงานอยู่ด้วยกันที่กรมขนส่งทหารอากาศ โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ แต่ถูกกรมทางหลวงเวนคืนที่ดินไป 13 ไร่เศษ เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบ้านคลองเปรม - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 (บางบัวทอง) โดยโจทก์ได้ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงเหลือที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา โจทก์ประสงค์จะขายที่ดินที่เหลือโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นนายหน้า ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2545 โจทก์พบกับจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้จะขายในหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ และเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีหมายเลขดำที่ 127/2547 หมายเลขแดงที่ 4304/2548 ของศาลแพ่งธนบุรี ตามสำเนาหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องพร้อมสำเนาสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำและสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์ให้การต่อสู้คดี ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างเบิกความในการพิจารณาคดีดังกล่าวทำนองว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 15,000,000 บาท ตกลงชำระเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระภายใน 4 ปี ในวันโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ และโจทก์ได้รับเงินมัดจำจำนวนดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อรับเงินมัดจำในสำเนาโฉนดที่ดิน และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้เสนอขายที่ดินในราคา 80,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ไม่เคยพูดให้โจทก์ฟังว่ามีนักการเมืองสนใจที่ดินแปลงดังกล่าวตามสำเนาคำให้การ กองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำและในสำเนาโฉนดที่ดินแล้วปรากฏว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ ตามสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์ ผลคดีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นความเท็จ ความจริงแล้วเดิมที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วน โจทก์จึงมอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบเขตที่ดินจนทราบว่าที่ดินของโจทก์เหลือเนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่ามีนักการเมืองสนใจต้องการซื้อที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงเสนอขายในราคา 80,000,000 บาท ให้ค่านายหน้าแก่จำเลยที่ 2 ร้อยละ 3 วันที่ 26 กันยายน 2547 จำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายหน้าของนักการเมือง จำเลยที่ 2 ขอสำเนาโฉนดที่ดินจากโจทก์เพื่อแสดงต่อนักการเมือง และนำแบบพิมพ์เหมือนกับสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ จำนวน 2 ฉบับ มากรอกข้อความตามความประสงค์ของโจทก์ว่าประสงค์ขายที่ดิน 80,000,000 บาท ให้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ราคาส่วนที่เกินยกให้นายหน้าด้วย สัญญาสิ้นสุดภายในปี 2545 จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้จะขาย ส่วนช่องผู้เขียนและพยานมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ จากนั้นจำเลยที่ 2 บอกว่าสัญญาฉบับหนึ่งมีรอยขีดฆ่า สกปรก จึงฉีกทิ้ง โจทก์ให้ทำฉบับใหม่เพื่อจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่จำเลยที่ 2 ทำช้า จึงให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความโดยอ้างว่าจะกรอกข้อความให้ตรงกับฉบับที่ฉีกทิ้งและจะนำไปให้โจทก์ที่ที่ทำงาน วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 มอบสัญญาให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง