คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 788/2545
หลักกฎหมาย
ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505(ฉบับเก่า) ยังมีผลบังคับใช้อยู่แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526(ฉบับใหม่) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2526 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) แต่การยื่นคำขอรับบัตรโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสัญชาติไทย พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับใหม่)ก็ยังบัญญัติเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม โดยมาตรา 14 ได้ระวางโทษหนักกว่าโทษตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) ดังนั้น พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับใหม่) จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยต้องใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) มาตรา 17 มาบังคับใช้แก่การกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี จึงมีอายุความเพียง5 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 จึงเลยกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิด คดีจึงขาดอายุความ ต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 การที่จำเลยซึ่งไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าตนมีสัญชาติไทย เพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และวันเวลาเดียวกันจำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำขอมีบัตรใหม่ซึ่งเป็นเอกสารราชการและมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยแล้วใช้ใบคำขอมีบัตรใหม่ดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เป็นการกระทำในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกัน มีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองและ 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 3ป.อ. 90ป.อ. 95ป.อ. 137ป.อ. 267ป.วิ.อ. 185ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 215ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 17พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 3พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 14
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้อ้างและแสดงตนยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 ปลัดอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนว่า จำเลยชื่อนายเหม่า แซ่ห่าง เป็นผู้มีสัญชาติไทย เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ความจริงจำเลยคือนายเลาะเมาะ แซ่ม้าซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงานและกรมการปกครองเสียหายกับตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยได้อ้างและแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนายเหม่า แซ่หาง เป็นผู้มีสัญชาติไทยลงในคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานของที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาอนุมัติและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย ความจริงแล้วจำเลยไม่ใช่นายเหม่า จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิบูลย์ ที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการปกครอง แล้วจำเลยใช้ใบคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงาน เพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานและกรมการปกครอง กับเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 เวลากลางวันจำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้อ้างและแสดงตนยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นนายเหม่า แซ่หาง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเดิม ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวแล้วต่อเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 ปลัดอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับเรื่องขอทำบัตรประจำตัวประชาชนว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ความจริงแล้วจำเลยคือนายเลาะเมาะ แซ่ม้า ถือใบสำคัญประจำตัวประชาชนคนต่างด้าว ซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงาน ที่ว่าการอำเภอหางดงและกรมการปกครองเสียหายกับตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้อ้างและแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนายเหม่า แซ่หาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ลงในคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นเอกสารราชการมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานของที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาอนุมัติและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย ความจริงแล้วจำเลยไม่ใช่นายเหม่า แซ่หาง จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคำมูลที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการปกครอง แล้วจำเลยใช้ใบคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ ขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานและกรมการปกครอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานผิด 2 กระทง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 6 เดือน ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวผิด 2 กระทง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ประกาศใช้หลังจากจำเลยกระทำผิด กฎหมายดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้แก่จำเลยหรือไม่เห็นว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มีผลใช้บังคับอยู่ แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2526 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 แต่การยื่นคำขอรับบัตรโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสัญชาติไทย พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ก็ยังบัญญัติเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมโดยที่พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ได้ระวางโทษไว้หนักกว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง