ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 7888/2549

หลักกฎหมาย

ในกรณีการกระทำความผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน พนักงานสอบสวนหาจำต้องระบุถึงกฎหมายที่เป็นความผิดทุกบทมาตราหรือทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ แต่เมื่อใดแจ้งข้อหาอันเป็นหลักความผิดทั่วไปแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างออกไป และอยู่ในกฎหมายต่างฉบับกัน ก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานนี้แล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยที่ 2 อาวุธปืนดังกล่าวไม่มีเลขทะเบียนโดยถูกต้อง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้มาโดยตลอด เพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไปในทางสาธารณะนั้น จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีพยานคนใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธของกลางดังกล่าวติดตัวไปในทางสาธารณะด้วยแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพข้อหานี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหานี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 เวลากลางวันถึงวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้และไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ และมีกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายที่ใช้ทำการยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่และไม่มีเหตุยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสาธารณะภายในตำบลบัวสลี่ อำเภอแม่ลาว และตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและมิใช่กรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งไม่ได้รับยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงนายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณต้นแขนและรักแร้ด้านขวาได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลดังกล่าวสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง เหตุเกิดที่ตำบลบัวสลี่ อำเภอแม่ลาว และตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เจ้าพนักงานยึดเศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ชิ้น เศษแว่นกระดาษแข็งรองหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 4 ชิ้น ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนข้างต้นเป็นของกลาง แต่กระสุนปืนของกลางหมดไปในการทดลอดยิง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 371 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) (ที่ถูก (4) ) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานมีและพาอาวุธปืนฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 8 เดือน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องโทษสูงสุดให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวและริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เศษหมอนกระสุนปืน เศษแว่นกระดาษแข็งรองหมอนกระสุนปืนเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2543 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับนายสอาด คำแก่น ได้มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยนายสอาดมาว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ไปฆ่านายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย โดยจะให้ค่าจ้าง 8,000 บาท และนายสอาดได้จ่ายเงินมัดจำให้ก่อนเป็นเงิน 1,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,000 บาท นายสอาดจะนำมาให้เมื่องานเสร็จ เมื่อนายสอาดกลับไป จำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ชักชวนผู้ตายออกจากบ้านพักไปยังจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลา 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านของผู้ตายสอบถามนายเสริฐว่าผู้ตายอยู่ที่บ้านหรือไม่ นายเสริฐแจ้งว่าผู้ตายจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านในเวลาเย็นเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงขับรถจักรยานยนต์ไปพบจำเลยที่ 2 และตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะทำทีเอาเงิน 600 บาท ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ตายแล้วให้ผู้ตายนำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บริเวณเชิงเขา จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 พกอาวุธปืนลูกซองสั้นนั่งซ้อนท้ายเดินทางไปที่ป่าละเมาะ เมื่อถึงป่าละเมาะจำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7888/2549 · ทนอย Thanoy