คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 79/2564
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรา 343 วรรคสอง นั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ของความผิดที่กระทำ มิใช่กระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90 แต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำความผิดบทฉกรรจ์บทเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 92, 341, 342, 343 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 479,700 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หนึ่งในสามตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 342 แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ระหว่างพิจารณา นายภัทรชัย ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 342 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อหาทั้งสองดังกล่าวออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 341, 342 (1), 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 6 ปี 8 เดือน คำให้การของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 4 ปี 5 เดือน 10 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 329,697 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษของจำเลยทั้งสี่และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา ถึง 15.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสี่กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทยและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง หลอกลวงผู้เสียหายว่ามีพัสดุไปรษณีย์ภายในบรรจุยาเสพติดซึ่งมีชื่อผู้เสียหายเป็นผู้นำส่ง ทำให้ผู้เสียหายต้องถูกดำเนินคดีและศาลได้ออกหมายจับ อายัดทรัพย์สินของผู้เสียหายไว้แล้วจะขอตรวจสอบ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงเปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลขบัญชี 335-234xxx-x และทำบัตรเอทีเอ็ม บอกเลขบัตรเอทีเอ็ม รหัสบัตรเอทีเอ็มแก่จำเลยทั้งสี่กับพวก จากนั้นผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดังกล่าว 100,000 บาท กับฝากเงินสด 329,700 บาท เข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลขบัญชี 271-203xxx-x ชื่อบัญชี นายกลินทร์ แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกถอนเงินของผู้เสียหายออกจากทั้งสองบัญชีดังกล่าวโดยใช้เลขบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรเอทีเอ็มที่ใช้อุบายหลอกลวงมาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต ผู้เสียหายได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 479,697 บาท สำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 342 ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะความผิดตามข้อหาดังกล่าวออกจากสารบบความแล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 อ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่รับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกับพวกฉ้อโกงผู้เสียหายโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ตามรายงานการสืบสวนและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง