ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 7929/2544

หลักกฎหมาย

ขณะที่ บ. ทำพินัยกรรม บ. มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการให้ที่ดินระหว่าง บ. กับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งนอกจากนี้ บ. ยังมีสิทธิในการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อันทำให้ บ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบสิทธิทั้งสองดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของ บ. การที่ บ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อความในข้อ 1 ยกบรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าให้โจทก์ทั้งสอง เห็นได้ว่า บ. มีเจตนาทำพินัยกรรมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนรวมทั้งสิทธิในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทด้วย สิทธิตามที่กล่าวในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16155 ตำบลแข้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษระหว่างจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางบุญจันทร์ ศึกรัมย์ จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2536นางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2537 ให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่นางบุญจันทร์ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1ในวันที่ 8 สิงหาคม 2538 นางบุญจันทร์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมานางบุญจันทร์ได้ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้เข้าเป็นคู่ความแทน ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุด โจทก์ทั้งสองได้นำสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1และพินัยกรรมไปเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ เพราะจำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความสำคัญว่า การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะมารดาโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร เป็นการโอนให้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาและเพื่อเป็นการตอบแทนที่บุตรได้ให้การอุปการะเลี้ยงดู แม้จะเป็นการโอนให้โดยเสน่หาก็หาได้มีเจตนาใช้กลฉ้อฉลตามกฎหมายแต่อย่างใดทั้งขณะที่ทำนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาท นางบุญจันทร์พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 และไม่มีเหตุทะเลาะกัน แม้นางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาท เพราะเหตุจำเลยที่ 1ประพฤติเนรคุณและศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่นางบุญจันทร์ แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นทำนองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต แม้คดีที่นางบุญจันทร์ฟ้องจำเลยที่ 1ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ และศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่นางบุญจันทร์ โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 จะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237ที่จะไม่ต้องถูกเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น นอกจากจำเลยที่ 2 จะต้องกระทำการโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่ง มิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นการให้นางบุญจันทร์เสียเปรียบแล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องรับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทนอีกด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่งมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริง อันเป็นทางให้นางบุญจันทร์ต้องเสียเปรียบตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบก็ตาม กรณีเพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว นิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ก็ย่อมถูกเพิกถอนเสียได้ตามมาตรา 237 ดังกล่าว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รู้หรือไม่ว่าเป็นทางให้นางบุญจันทร์ต้องเสียเปรียบ เกี่ยวกับปัญหานี้โจทก์ทั้งสองได้อ้างอิงสำนวนคดีที่นางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ ปรากฏว่านางบุญจันทร์ได้เบิกความไว้ในคดีดั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7929/2544 · ทนอย Thanoy