คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 7943/2549
หลักกฎหมาย
ลูกหนี้มีความผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับเจ้าหนี้โดยต้องรับผิดจัดทำกันซึมเพื่อป้องกันน้ำซึมจากชั้นบนอยู่แล้ว ทั้งเจ้าหนี้ไม่ได้ทำสัญญาประกันการรั่วซึมฉบับใหม่กับบริษัท ท. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก กรณีจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ที่จะทำให้หนี้เดิมระงับ เมื่ออาคารที่เจ้าหนี้รับมอบจากลูกหนี้มีปัญหาน้ำรั่วของดาดฟ้าชั้น 8 และตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 12 ลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องทำการกันซึมพื้นที่ชั้นที่ 8 ทั้งหมดด้วยวัสดุกันซึมอย่างดีเพื่อป้องกันน้ำซึมจากสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ น้ำฝนหรือการรั่วซึมอื่นๆ ลงมาที่ชั้นล่างของอาคารในส่วนของเจ้าหนี้ เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นแล้วลูกหนี้จึงต้องรับผิดชอบทำการซ่อมแซมแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จ หากไม่ดำเนินการเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการโดยเรียกค่าใช้จ่ายจากลูกหนี้ได้อันถือได้ว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 และมาตรา 215 นั่นเอง แม้เจ้าหนี้จะยังมิได้ดำเนินการซ่อมแซมก็เรียกค่าใช้จ่ายจากลูกหนี้โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2547 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขายห้องชุดเป็นเงิน 9,660,145.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,989,618.36 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าเสียหายเป็นเงิน 9,660,145.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,989,618.36 บาท จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาประกันความรับผิดอันเกิดจากการรั่วซึมของอาคารชุดกับบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยลูกหนี้ยินยอมแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดในความเสียหายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป ทั้งเจ้าหนี้ยังมิได้ดำเนินการซ่อมแซมการรั่วซึม จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกหนี้ เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้บริหารแผน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2529 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดอาคารตรีนิตี้ คอมเพล็กซ์ ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงที่ 7 จากลูกหนี้ในราคา 360,000,000 บาท ลูกหนี้ตกลงจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดเฉพาะส่วนนี้ให้เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2530 และจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดและทรัพย์ส่วนกลางให้เสร็จสิ้นบริบูรณ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2531 ลูกหนี้จะต้องจัดทำกันซึมพื้นที่ชั้นที่ 8 ทั้งหมดของอาคารชุดด้วยวัสดุกันซึมอย่างดีเพื่อป้องกันน้ำซึมจากสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ น้ำฝนและการรั่วซึมอื่นๆ ลงมาชั้นล่างของอาคารในส่วนของเจ้าหนี้หากปรากฎว่าน้ำรั่ว น้ำไหลหรือน้ำซึมจากเพดานหรือหลังคาของชั้นที่ 7 ภายใน 10 ปี ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารชุดเสร็จสิ้นบริบูรณ์ตามสัญญาข้อ 9.2 ลูกหนี้สัญญาว่าจะรับผิดชอบแก้ไขซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็วตามสัญญาข้อ 12 ลูกหนี้สัญญาว่าหากลูกหนี้ไม่จัดการให้ลูกหนี้ยินยอมให้เจ้าหนี้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาได้ หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายอันพึงมีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ปรากฏว่าลูกหนี้ได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2530 หลังจากเจ้าหนี้รับมอบอาคารจากลูกหนี้แล้ว ประมาณเดือนกันยายน 2531 และวันที่ 6 ตุลาคม 2531 เจ้าหนี้ตรวจพบว่ามีน้ำรั่วซึมจากชั้นที่ 8 ลงมาชั้นที่ 7 หลายจุด เจ้าหนี้แจ้งให้ลูกหนี้ทราบเพื่อดำเนินการซ่อมแซม ต่อมาบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารตรีทิพย์ได้ดำเนินการซ่อมแซมการรั่วแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2531 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีหนังสือถึงเจ้าหนี้ขอประกันการรั่วซึมกับเจ้าหนี้โดยตรงเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 เป็นต้นไปเพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมหากมีความเสียหายจากอาคารดังกล่าว มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อแรกว่า มีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้แล้วหรือไม่ ที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่าหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหนี้ให้ซ่อมแซมการรั่วซึมของอาคารชุด บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้ดำเนินการซ่อมแซมตามเอกสารหมาย ร.2 ถึง ร.5 แล้วทำหนังสือลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 เสนอขอเป็นผู้ประกันการรั่วซึมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับเจ้าหนี้ด้วยตนเองเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 ตามเอกสารหมาย ร.6 ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นคำเสนอของบุคคลภายนอกต่อเจ้าหนี้ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2533 บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีหนังสือแจ้งลูกหนี้เจ้าหนี้สามารถยอมรับข้อเสนอได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงก่อนตามเอกสารหมาย ร.7 แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้เห็นชอบในคำเสนอแต่ติดเงื่อนไขที่ลูกหนี้จะต้องยินยอมเสียก่อนวันที่ 12 มีนาคม 2533 เจ้าหนี้ได้มีหนังสือเพื่อให้ลูกหนี้ยินยอมในการที่บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด จะเป็นผู้รับประกัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง