คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 7945/2543
หลักกฎหมาย
ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็น ซึ่งจำเลยทั้งสี่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจนและไม่ต้องห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งโจทก์เป็นสถาบันการเงินได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีที่พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ และตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดแล้ว ก็ต้องผูกพันตามนั้น แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระบุว่ากำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาทบเป็นต้นเงินได้ และสัญญาไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา หรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้คงเหลือก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันระบุว่าจำเลยที่ 1 ใช้เช็คถอนเงินสดครั้งสุดท้ายวันที่ 6 มีนาคม 2535 จำนวน850,000 บาท แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลย คงมีแต่หักทอนบัญชีคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระในแต่ละเดือน โดยมีการหักทอนบัญชีกันในวันที่ 31มีนาคม 2535 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้สูงกว่าวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีมาก ทั้งตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันก็ระบุว่า ห้ามผ่านเช็ค ซึ่งแสดงว่าโจทก์ระงับการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่าย แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกการเดินสะพัดทางบัญชีต่อไป สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดหักทอนบัญชีทุกวันสิ้นเดือน สัญญาจึงเลิกกันในวันที่ 31 มีนาคม 2535
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์เป็นเงิน 3,412,044.28 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.50 ต่อปี จากต้นเงิน 3,242,754.70 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์ 536,738.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.50ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2169 ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3168 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ไม่ได้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารโจทก์ และมีการยกเลิกอำนาจไปแล้ว ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อของนายเกริกเกียรติผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย (น่าจะเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2) ได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่ทราบข้อความโจทก์ไม่เคยแจ้งรายการบัญชีฝากถอนและการคิดคำนวณดอกเบี้ยให้ฝ่ายจำเลยทราบ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1สั่งจ่ายและไม่ยอมขายสมุดเช็คให้จำเลยที่ 1 อีก มีแต่การหักเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 ตลอดมา แสดงว่าโจทก์ไม่ยอมให้มีการเบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไป จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยทบต้นและไม่อาจคิดดอกเบี้ยได้เกินร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงินจำเลยชำระตลอดมาไม่เคยผิดนัด แต่โจทก์ฟ้องโดยไม่ส่งบัญชีรายการชำระเงิน ทำให้จำเลยหลงต่อข้อต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมและยังมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีตลอดมา ทั้ง ๆ ที่ธนาคารประกาศลดดอกเบี้ยแล้วเมื่อจำเลยผิดนัดชำระเงิน โจทก์ไม่รีบฟ้องและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราดังกล่าวอยู่อีกโดยไม่ยอมคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ไม่เคยเปิดบัญชีกระแสรายวันหรือทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้พนักงานของโจทก์บอกให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในการจำนองและให้ความยินยอมในการที่สามีกู้เงินจากธนาคาร จำเลยที่ 2 จึงลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความไว้โดยไม่รู้เห็นมาก่อน โจทก์ไม่เคยแจ้งบัญชีรายการรับถอนให้ทราบ จำเลยที่ 4 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ พนักงานของโจทก์ให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์เพื่อให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองเท่านั้นขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์3,948,782.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี จากต้นเงิน3,242,754.70 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2169ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และเลขที่ 3168ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาท่าศาลา เพื่อเดินสะพัดทางบัญชีในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีและวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาท่าศาลา ในวงเงิน 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19ต่อปี โดยใช้บัญชีที่เปิดไว้นั้นเป็นบัญชีเดินสะพัด กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นสุดของเดือน หากผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินและให้โจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้กู้ยืม จำเลยที่ 1และที่ 2 ตกลงชำระหนี้เมื่อโจทก์ทวงถามตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.8 ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้เงินโจทก์สาขาเดียวกันจำนวน 400,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยยอม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง