ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 7961/2568

หลักกฎหมาย

แม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้ว ไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาล จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วน จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 326, 358, 392, 393 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,239,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,324,822 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,324,822 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์แทนเป็นเงิน 16,763 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,915 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,915 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับขอให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาไปยังบริษัท ค. สถานีตำรวจภูธร และหนังสือพิมพ์เพื่อให้บุคคลที่สามทราบความจริงที่ถูกต้อง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องคดีส่วนแพ่ง สำหรับคดีในส่วนอาญา ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึง 22 ตุลาคม 2565 เมื่อครบกำหนดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 431,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 471,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีของต้นเงิน 471,793 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมร้องขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้ารับบริการทำรีเทนเนอร์จัดฟันที่คลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วม หลังจากเข้ารับบริการแล้วจำเลยไม่พอใจการให้บริการของโจทก์ร่วม จำเลยจึงขู่เข็ญให้โจทก์ร่วมคืนเงินค่าทำรีเทนเนอร์ หากไม่คืนจะทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สินภายในคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วม จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยการทุบ ตี ตบ ข่วน และจิกที่ใบหน้าและลำตัวหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมมีบาดแผลตามร่างกายและใบหน้า แล้วจำเลยทำลายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่อยู่ภายในคลินิกทันตกรรมเสียหายหลายรายการ ภายหลังจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมต่อดาบตำรวจ ว. ว่า คลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมเป็นคลินิกรับจัดฟันเถื่อนและด่าโจทก์ร่วมต่อหน้าบุคคลที่สามด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการดูถูกเหยียดหยามโจทก์ร่วม สำหรับค่าเสียหายต่อทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 16,793 บาท คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง และสั่งยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่าต้องไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ได้แก่ เด็กหรือเยาวชนมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และบิดา มารดา ผู้ปกครอง รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดกับเด็กหรือเยาวชนอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี ซ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2568 · ทนอย Thanoy