ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 797/2561

หลักกฎหมาย

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง" แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพโดยรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามบันทึกการจับ เอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามมาตรา 336 ทวิ ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องทั้งกรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และวรรคห้า ปัญหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วง ที่ยังไม่ได้คืน หรือชดใช้ราคา 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3635/2558 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3741/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันรับของโจร ปฏิเสธในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก, 83 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3635/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันคืนรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วงที่ยังไม่ได้คืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วงที่ยังไม่ได้คืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุก ลักษณะลากจูง หมายเลขทะเบียน 61 - 6808 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทฮิตาชิ แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทซี. ดี. เอส. ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เช่าซื้อ และรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 73 - 2202 กรุงเทพมหานคร ของผู้เสียหายที่ 2 ไปจอดที่หน้าร้านโลตัส โดยติดเครื่องยนต์ไว้ แล้วลงไปซื้อกาแฟและรถดังกล่าวถูกลักไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับผู้อื่นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายสมนึก ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถของบริษัทซี. ดี. เอส. ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุก ลักษณะลากจูง หมายเลขทะเบียน 61 - 6808 กรุงเทพมหานคร และรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 73 - 2202 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสาย 331 เมื่อไปถึงบริเวณหน้าร้านโลตัส ปิ่นทอง 2 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถบริเวณหน้าร้านและลงไปซื้อกาแฟโดยติดเครื่องยนต์ไว้แล้วรถถูกลักไป ผู้เสียหายที่ 3 จึงไปแจ้งความต่อพันตำรวจโท สมชาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองขาม พันตำรวจโท สมชายกระจายข่าวทางศูนย์วิทยุให้ติดตามรถดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีผู้พบเห็นรถบรรทุก ลักษณะลากจูงดังกล่าวแล่นเข้าออกบริเวณไร่ของนายมานะ บิดาของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปสังเกตการณ์ที่ไร่ดังกล่าว จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร จำเลยที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2561 · ทนอย Thanoy