คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 7975/2549
หลักกฎหมาย
รถบรรทุกและข้าวสารบนรถบรรทุกของโจทก์ถูกยึดไว้เป็นของกลางในการดำเนินคดีอาญาโดยจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานสอบสวน มีหน้าที่ดูแลรักษารถบรรทุกและข้าวสารของกลางไว้ระหว่างสอบสวนโดยต้องใช้ความระมัดระวังดูแลเหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลทรัพย์สินของตนเอง เฉพาะอย่างยิ่งมีข้าวสารบรรจุกระสอบถึง 200 กระสอบ มูลค่าหลายแสนบาทบรรทุกอยู่บนรถจะต้องระมัดระวังยิ่งขึ้นมิให้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 3 นำรถบรรทุกไปจอดในรั้วของสถานีตำรวจได้ เป็นเพียงการนำรถบรรทุกไปจอดไว้เท่านั้น มิใช่เป็นการดูแลรักษาทรัพย์สิน แม้จะได้เก็บกุญแจรถไว้ แล้วเอาโซ่และกุญแจล็อกระหว่างพวงมาลัยกับคลัตซ์และได้ตรวจดูบ่อยๆ แต่การจอดรถบรรทุกไว้ข้างถนนโดยมิได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษาตามสมควรย่อมเปิดโอกาสให้คนร้ายลักรถบรรทุกและข้าวสารไปได้โดยง่าย จำเลยที่ 3 จึงมิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลรถบรรทุกและข้าวสารเหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเองเป็นเหตุให้รถบรรทุกและข้าวสารสูญหายไปถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-4660 พิจิตร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 นายเอกชน แสนสี ลูกจ้างของโจทก์ ได้ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกข้าวสารจำนวน 200 กระสอบ จากจังหวัดพิจิตร เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่บริษัทบางใหญ่ค้าข้าว จำกัด อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ครั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 14.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ได้จับกุมและยึดรถบรรทุกคันดังกล่าวพร้อมข้าวสารทั้งหมด อ้างว่าบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด แล้วส่งมอบรถบรรทุกพร้อมข้าวสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรในขณะนั้น ในสังกัดและในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์และดำเนินการตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2541 โจทก์ทราบว่า รถบรรทุกของโจทก์และข้าวสารทั้งหมดซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 อันมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ของกลางได้สูญหายไปเนื่องจากความประมาทเลิ่นเล่อของจำเลยดังกล่าว ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแล รักษาทรัพย์ของกลางให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัย แต่จำเลยดังกล่าวมิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมี ทำให้รถบรรทุกและข้าวสารดังกล่าวของโจทก์สูญหายไปทั้งหมด โจทก์จึงร้องทุกข์ไว้และคิดค่าเสียหายเป็นค่ารถบรรทุกเป็นเงิน 250,000 บาท และค่าข้าวสารเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนของค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 41,250 บาท และค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถบรรทุกดังกล่าวรับจ้างซึ่งเป็นอาชีพหลักของโจทก์เดือนละไม่น้อยกว่า 24,000 บาท โจทก์ขอคิดตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 เดือน เป็นเงินจำนวน 264,000 บาท และขอคิดค่าเสียหาย 855,250 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 855,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 814,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 24,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 3 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำประมาทเลินเล่อให้รถบรรทุกและข้าวสารจำนวน 200 กระสอบของโจทก์สูญหายไป แต่จำเลยที่ 3 ได้ดูแลทรัพย์ที่ได้ยึดมาดังกล่าวดีแล้ว โดยใช้โซ่คล้องพวงมาลัยกับคลัตซ์ของรถยนต์แล้วใส่กุญแจไว้ เหตุที่ทรัพย์ที่ถูกจับกุมและยึดมาสูญหายเกิดจากนายเอกชน แสนสี ลูกจ้างของโจทก์ได้ลักไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ถ้าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาก็สูงเกินไป เนื่องจากรถบรรทุกดังกล่าวมีสภาพเก่าใช้งานนานถึง 10 ปี มีราคาเพียง 125,000 บาท หากนำไปใช้รับจ้างขนส่งสินค้าย่อมใช้งานได้ไม่เต็มที่ เพราะความเก่าของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ของรถยนต์ย่อมชำรุดเสียหายอยู่เสมอ ค่าขาดประโยชน์ในส่วนนี้อย่างมากตลอดเวลาเกือบ 4 ปี ไม่เกิน 80,000 บาท ส่วนค่าข้าวสารจำนวน 200 กระสอบ ไม่ได้ระบุว่าเป็นข้าวสารชนิดใดจึงมีราคาปานกลางและกระสอบละไม่เกิน 1,000 บาท ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงมีจำนวน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า การที่รถบรรทุกและข้าวสารที่พิพาทสูญหายไปไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลเพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายตามฟ้องต่อโจทก์และแม้จะฟังว่าเป็นการกระทำโดยละเมิดของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง ในระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าว โดยเห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่าการที่โจทก์ถูกกระทำละเมิดตามฟ้องนั้น เนื่องมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้รั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง