คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 7982/2568
หลักกฎหมาย
การที่บริษัทลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) ตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ (สัญญาจำนองทำขึ้นก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 727/1) โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบเช่นกันนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 ยังมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองเท่านั้น หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จะมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ โจทก์ก็ไม่อาจบังคับจำนองชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.25 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 246,934,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 31 มกราคม 2557 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองในเงินต้นดังกล่าวรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 501,904,176.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออกเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 65 (เอกสารหมาย จ.70) ถึงวันฟ้อง และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในส่วนของความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองเป็นเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออก ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ธนาคาร ห. ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 บริษัท ม. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร ห. ในวงเงินรวม 470,000,000 บาท โดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดิน 12 แปลง โฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135,
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง