คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 8001/2544
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างออกแบบผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้สารกันน้ำซึม และฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้งานได้หรือไม่ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ชำรุดบกพร่อง อันมีอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องให้รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือออกแบบและควบคุมงานผิดพลาดซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สัญญาจ้างทั้งสองฉบับระบุเรียกชื่อคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการจัดองค์กรทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเองเป็นเรื่องภายในกลุ่มของจำเลยเองไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ได้ ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของมาสติคแอสฟัลท์อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุณหภูมิที่จะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปเพราะประเทศไทยมีอากาศร้อนและพื้นผิวสะพานที่ออกแบบไว้เป็นเหล็กอากาศร้อนย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิวสะพานที่ทำด้วยเหล็กสูงขึ้นจนทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ศึกษาโดยละเอียดถึงคุณสมบัติของมาสติคแอสฟัลท์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานมีหน้าที่ต้องตรวจสอบงานแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติคแอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดี เมื่อผู้รับเหมาทักท้วงก็หาได้รีบทำการตรวจสอบหรือทดสอบให้ได้ความจริง แต่กลับยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติคแอสฟัลท์จนผู้รับเหมาต้องทักท้วงหลายครั้ง จึงได้ทำการทดสอบและยอมรับว่าไม่เหมาะสม ย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่องไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย 31,821,821.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2531จนถึงวันฟ้อง 8,068,157.71 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2531 จนถึงวันฟ้อง 7,783,087.22 บาท และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในต้นเงิน 31,821,821.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย139,937,235.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2531 จนถึงวันฟ้อง 28,745,440.61 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 139,937,235.79 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ชำระเงินค้ำประกันและดอกเบี้ยร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,131,928.99 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,106,397.01 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 139,937,235.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2ธันวาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดชำระเงิน 5,131,928.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค้ำประกัน 5,106,397.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน171,759,057.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน5,106,397.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 7 นำเงินมาวางศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานพระราม 9 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างสะพานพระราม 9 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 เมื่อดำเนินการถึงขั้นตอนปูพื้นผิวจราจรชั้นใช้สารกันน้ำซึม ผู้รับเหมาได้ทักท้วงว่ามาสติค แอสฟัลท์ที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไม่เหมาะสมในการใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงได้เห็นชอบให้โจทก์เปลี่ยนมาใช้สารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. แทน โจทก์จึงจ้างบริษัท ซี ไอ เอส ปารีส จำกัด และบริษัทเพอร์เฟคบิลท์ จำกัด ร่วมกันปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู แทน หลังจากนั้นผู้รับเหมาได้ปูพื้นผิวจราจรด้วยแอสฟัลท์ติค คอนกรีตบนสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. จนเสร็จ แต่เมื่อโจทก์เปิดทดลองใช้สะพานไปได้ประมาณ 1 เดือน เกิดความชำรุดที่พื้นผิวจราจรหลายแห่งโจทก์ได้ซ่อมแซมแล้วเสร็จ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานช่วงยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา(สะพานพระราม 9) ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานให้ร่วมกันควบคุมการก่อสร้างสะพานตามที่วิศวกรผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แล้วโจทก์ยังบรรยายด้วยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพออกแบบให้ปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ ไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานพระราม 9 เนื่องจากพื้นผิวสะพานเป็นโครงเหล็กมีอุณหภูมิสูงถึง60 องศาเซนติเกรด ซึ่งจะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัว พื้นผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกตัวในที่สุด และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญา คือมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์ มาเป็น ที.อี.ยู. ตามคำแนะ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง