คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 801/2542
หลักกฎหมาย
คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยยืนยันว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาของสามีจำเลย บุคคลดังกล่าวได้ยกให้แก่จำเลยและสามีจำเลยครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมาโดยจำเลยไม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คดีจึงไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่จำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่ง การครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองหรือไม่ หรือโจทก์หมดสิทธิฟ้อง เอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทหรือไม่ เพราะประเด็นนี้ขัดแย้งกับประเด็น ที่จำเลยได้ให้การและฟ้องแย้งไว้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จำเลยโดยได้รับการยกให้จากบิดามารดาของสามีจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายคง ศรีรักษา บิดาโจทก์ขณะที่นายคงมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายผัด ตั้งจิตต์ ปลูกบ้านอยู่อาศัยบริเวณทางด้านทิศใต้ซึ่งติดกับคลอง ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2537 นายผัดถึงแก่ความตาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารซึ่งอาศัยในที่ดินโดยอาศัยสิทธิของนายผัดออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369 ตำบลคลองกระบืออำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายผัด ตั้งจิตต์ สามีจำเลยโดยได้รับการยกให้จากบิดามารดาต่อมาประมาณปี 2502 นายผัดและจำเลยได้แบ่งขายที่ดินทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 5 ไร่ ให้แก่นายคง ศรีรักษาปู่ ของโจทก์ ส่วนที่เหลืออีก 3 ไร่ นายผัดและจำเลยล้อมรั้วทั้งสี่ด้านโดยครอบครองทำประโยชน์โดยมีเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดงแรเงาสีน้ำเงินตามรูปแผนที่ท้ายคำให้การเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่าโจทก์กับให้โจทก์นำต้นฉบับ น.ส.3 ก. เลขที่ 369 เลขที่ดิน 48หมู่ที่ 5 ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยและแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนที่จำเลยครอบครองให้แก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอปากพนังหากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาและหากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดิน น.ส.3 ก. ฉบับเลขที่ 369 ดังกล่าว เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่และห้ามโจทก์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369 ตำบลคลองกระบืออำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นของโจทก์นายคง ศรีรักษา เจ้าของที่ดินเดิมได้อนุญาตให้นายผัดอาศัยอยู่ตลอดชีวิตของนายผัด หลังจากนายผัดถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งอาศัยสิทธิของนายผัดจึงไม่มีสิทธิใดอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 369 ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่านายคง ศรีรักษา ปู่ ของโจทก์มีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 369ตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเนื้อที่ดิน 7 ไร่ 3 งาน 87 ตารางวา ตามสำเนา น.ส.3 ก.เอกสารหมาย จ.3 โดยนายคงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากผู้ครอบครองเดิมขณะที่ซื้อนั้นที่ดินที่ซื้อยังไม่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และในขณะที่นายคงซื้อที่ดินดังกล่าวได้มีนายผัด ตั้งจิตต์ สามีจำเลยและจำเลยอยู่ในที่ดินก่อนที่นายคงจะซื้อเมื่อนายคงซื้อแล้วจำเลยและสามีจำเลยคงอยู่ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยอยู่ในที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออกของที่ดิน น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.3 ตามกรอบสีแดงระบายด้วยเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1จำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 3 ไร่ เมื่อนายคงถึงแก่ความตายนางจัด บัวนวล บุตรสาวนายคงเป็นผู้จัดการมรดกของนายคงได้โอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.3 รวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในฐานะเป็นทายาทของนายคง ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2535 นางจัดได้จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นหลาน ตามสำเนา น.ส.3 ก.เอกสารหมาย จ.3 เมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินแล้ว โจทก์ได้ขุดดินเพื่อเพาะปลูกและขุดบ่อปลาในที่ดินพิพาทเป็นเหตุให้ต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินพิพาทเสียหายจำเลยได้แจ้งความไว้ต่อนายเพี้ยนผู้ใหญ่บ้าน นายประสิทธิ์กำนั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง