คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 8010/2556
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157, 162 โดยกล่าวหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับรองว่าที่พิพาทได้ทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงที่พิพาทมีสภาพเป็นภูเขาไม่อาจออกเอกสารสิทธิได้ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 นำเอาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ผิดแปลงไปใช้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินพิพาท ก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวประสงค์เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่ว่ากันในชั้นสืบพยานได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายให้รังวัดชันสูตรตรวจสอบที่ดินในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นที่สาธารณประโยชน์ และเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ เพื่อให้ ส. ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ทำให้เกิดความสียหายแก่รัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเสนอต่อนายอำเภอรับรองว่าออกทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินตลอดจนตรวจสอบแล้วว่าสามารถออกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ได้ อันเป็นความเท็จ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในบันทึกสอบสวนสิทธิและใบรับรองเขตติดต่อที่ดินยืนยันว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องและที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ทั้งไม่ใช่ที่สาธารณะหรือที่หวงห้ามของทางราชการอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ การที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายจากนายอำเภอให้ปฏิบัติหน้าที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะแต่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและยังรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ มีจุดประสงค์อย่างเดียวเพื่อให้นายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 91, 83 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1264/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นอันระงับ ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 5 ปี ฐานเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานเท็จ จำคุก 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานเท็จ จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 8 เดือน สำหรับคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1264/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลยังไม่มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงยกคำขอในส่วนนี้ (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่าข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก) โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) และสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 ตามลำดับ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับพวกได้รับมอบหมายจากนายอำเภอเกาะลันตาให้ปฏิบัติหน้าที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินที่สาธารณประโยชน์รายนายหลงยะและนายสมพิศขอคัดแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทว่าผู้นำพิสูจน์นำชี้ทับที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่าผู้ขอได้ทำประโยชน์ในที่ดินหรือไม่ และเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 และที่ 2 บังอาจร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตรวจสอบพบว่าที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่มีความลาดชันเกินกว่า 35 องศา ซึ่งทางราชการไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้ตามคำขอได้ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันให้คำรับรองต่อนายอำเภอเกาะลันตาว่าที่ดินพิพาทนายหลงยะได้ทำประโยชน์ต่อเนื่องกันตลอดมาและปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์เต็มทั้งแปลงและที่ดินพิพาทไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้ามของทางราชการซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นภูเขา มีความลาดชันเกินกว่า 35 องศา และเป็นป่าถาวรเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการซึ่งไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้ได้ เป็นเหตุให้นายอำเภอเกาะลันตาหลงเชื่อและลงนามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายสมพิศ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่กรมที่ดิน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่น และประชาชน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับรองเอกสารที่นำเสนอต่อนายอำเภอเกาะลันตาประกอบการพิจารณาอนุมัติออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่ผู้ขอว่าเป็นหลักฐานที่ตนทำขึ้นนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นายอำเภอเกาะลันตาออกเอกสารสิทธิไปโดยไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 นำเอาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ผิดแปลงไปใช้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินพิพาท แต่ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวประสงค์เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ว่ากันในชั้นสืบพยานได้ เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง