ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 8012/2568

หลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 2 มาวางต่อจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ในการขอออกหนังสือค้ำประกันนั้น โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) อันมีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ตกลงขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันสองฉบับนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาต่อบุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ 1 โดยในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันไปแล้ว โจทก์ที่ 1 จะนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งจำนวนทันทีและยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่มีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ค่าปรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 และมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลา วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 และให้จำเลยที่ 2 ชดเชยความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิเสธความรับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแล้ว จึงอยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นก็ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบงานมาแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,900,000 บาท จึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน การชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จึงเป็นการชำระหนี้โดยสุจริต แม้ในคดีก่อนโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยฟังว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ก็เป็นเงินคนละส่วนคนละจำนวนกับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับในคดีนี้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 แล้ว ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวม 3,962,201.12 บาท และจำเลยที่ 2 หักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองชำระภาระหนี้ดังกล่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บังคับเอาหรือใช้สิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่ต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนไป พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียเปรียบที่จะเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอันเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 รับไปคืนแก่โจทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 49,816,712.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 612,771 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 และชำระเงินจำนวน 627,498.03 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้โจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ในราคา 39,000,000 บาท เริ่มก่อสร้างในวันทำสัญญาและแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างต้องนำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์มูลค่าร้อยละ 5 ของมูลค่าตามสัญญาให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา และมูลค่าร้อยละ 5 ของมูลค่าตามสัญญาให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญา 30 วัน รวมเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาร้อยละ 10 ต่อมาในวันที่ 27 กันยายน 2556 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ที่ 1 จึงยื่นคำขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยตกลงให้ค่าธรรมเนียมจัดการการให้สินเชื่ออัตราร้อยละ 3 ของวงเงินสินเชื่อและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์ทั้งสองมอบสิทธิในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำบัญชีเลขที่ 910-3-00265-xxxx จำนวน 600,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 และบัญชีเลขที่ 910-3-00274-xxxx จำนวน 600,000 บาท ของโจทก์ที่ 2 ไว้เป็นประกันแก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักชำระหนี้ได้ทันที วันที่ 8 ตุลาคม 2556 และวันที่ 11 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกัน เลขที่ 56-42-xxxx-x และเลขที่ 56-42-yyyy-y โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินฉบับละไม่เกิน 1,950,000 บาท รวม 3,900,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ส่งมอบงานให้ได้ตามสัญญา และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ไปเจรจาหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อพิพาทกับจำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 30 กันยายน 2557 โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ชำระค่าจ้างงวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น วันที่ 7 ตุลาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริต ขอให้จำเลยที่ 2 ระงับการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองไว้ก่อนจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด และในวันเดียว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง