ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 803/2544

หลักกฎหมาย

การพิจารณาคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกันว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลัก คำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่า คำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่องคดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่เคยขอดูหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้นเป็นการผิดวิสัยของการซื้อที่ดินโดยทั่วไป ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นของผู้ขายหรือไม่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินพิพาทในราคาถึง 400,000 บาท แต่หลังจากซื้อแล้วก็ไม่ได้ เข้าทำประโยชน์ ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1ออกจากที่ดินพิพาท กลับได้ความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพราะต้องการช่วยจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า ก่อนจะซื้อที่ดินพิพาทมาจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ขอให้ เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1497/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวและจำเลยที่ 1ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 6,000 บาทซึ่งที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายญา บรรลือหาญ บิดาจำเลยที่ 1 ถือสิทธิครอบครองและที่ดินจะตกแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือรบกวนการครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของบิดาจำเลยที่ 1 ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ แต่กลับนำที่ดินดังกล่าวไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของรวมทำให้โจทก์เสียหายขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 จากการเป็นเจ้าของรวมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหลัง ซึ่งจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ซึ่งเป็นการซื้อขายโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามระเบียบของกรมที่ดิน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาซื้อขายที่ดินตามฟ้องโจทก์เมื่อพิจารณาจากข้อความในสัญญาดังกล่าวฟังได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์แล้วมอบที่ดินให้เป็นหลักประกันไว้โดยใช้แบบฟอร์มสัญญาซื้อขายแทนสัญญากู้ยืม โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานผิดสัญญากู้ยืมและที่โจทก์อ้างว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายย่อมตกเป็นโมฆะและฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้โจทก์ไม่มีสิทธิมาฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4079 เล่ม 41 ข เลขที่ดิน 783 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2539 มาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แล้ว ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบ น.ส.3 ก.สำหรับที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกยังสำนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก) เลขที่ 1328 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธรต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 4079 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกัน คดีจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลักคำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออก แล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่าคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่อง คดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2ประการแรกว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4079 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์นายสงวน วอทอง นางอำพร บรรลือหาญ นายวังคำ บรรลือหาญ และนายบุญ สุขแสวง เป็นพยาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 803/2544 · ทนอย Thanoy