คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 8069/2556
หลักกฎหมาย
เมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย อันเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 10 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของผู้ร้อง ริบของกลาง โจทก์และผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายพีระพัฒน์ ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกแขนขวา หน้าอกขวาได้รับบาดเจ็บหลายแผล เจ้าพนักงานตำรวจพบแว่นกระดาษหมอนรองกระสุนปืนทรงกลมในที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง พันตำรวจโทอิศราพงษ์ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วน่าเชื่อว่า จำเลยเป็นคนลอบยิงผู้เสียหายจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับ ศาลชั้นต้นอนุมัติออกหมายจับ ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยทราบ จำเลยให้การปฏิเสธ ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน จำเลยให้การปฏิเสธ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ที่ขนำและหน้าบ้านมีหลอดไฟย่อมมีแสงสว่างมองเห็นบริเวณโดยรอบได้ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายถูกยิง ผู้เสียหายอยู่ตรงหมายเลข 2 ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายมองเห็นจำเลยยืนถืออาวุธปืนตรงหมายเลข 3 เป็นระยะเพียง 13 เมตร เชื่อว่าที่เกิดเหตุมีแสงสว่างพอมองเห็นกันได้ในระยะ 13 เมตร โดยเฉพาะคนที่เคยเห็นหน้าและรู้จักกันมาก่อน แม้จะเห็นหน้ากันเพียงแวบเดียวก็จำได้แล้วว่าเป็นใคร ซึ่งได้ความจากผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เช่นนี้ แม้ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างไม่มากนัก แต่ก็เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นจำเลยและจำได้ว่าเป็นจำเลยไม่ผิดตัว นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนายจักรีและนายชินภัทรเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากผู้เสียหายออกจากขนำไปไม่ถึง 1 นาที ก็ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด และได้ยินเสียงผู้เสียหายร้องว่า ช่วยด้วยถูกยิง พยานทั้งสองวิ่งไปดูที่หน้าบ้าน เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่แต่ไม่พบผู้เสียหายจึงร้องเรียก ผู้เสียหายตอบรับอยู่หลังบ้านจึงไปช่วยยกผู้เสียหายเข้าบ้าน ผู้เสียหายบอกว่าถูกไอ้น้อยยิงซึ่งหมายถึงจำเลย จากนั้นจึงนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล เห็นว่า เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายถูกยิงเพิ่งเกิดขึ้นและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีสติอยู่ได้กล่าวกับพยานทั้งสองในขณะนั้นว่าจำเลยเป็นคนยิง น่าจะกล่าวตามความจริงที่เกิดขึ้น คงไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ร้ายจำเลย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายและพยานทั้งสองได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ได้สาระสำคัญตรงกับที่เบิกความต่อศาล จะแตกต่างกันบ้างก็เพียงรายละเอียด ไม่ถึงกับเป็นพิรุธ ส่วนมูลเหตุที่จำเลยลอบยิงผู้เสียหายก็ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อประมาณต้นปี 2548 จำเลยมีเรื่องชกต่อยกับนายพิเชษฐ์ในงานศพ ผู้เสียหายห้ามปรามในฐานะเป็นเพื่อนกัน แต่จำเลยกลับเข้าใจว่า ผู้เสียหายเข้าข้างนายพิเชษฐ์และโกรธเคืองผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายกับมารดาเคยไปบ้านป้าจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจกันแต่ไม่พบจำเลย หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรจนกระทั่งมาเกิดเหตุคดีนี้ พยานโจทก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง