ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 807/2539

หลักกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่15กรกฎาคม2521ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ลงวันที่28พฤศจิกายน2515ข้อ78และข้อ79บัญญัติว่าให้ใช้ได้มีกำหนด10ปีแม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ฉบับที่2พ.ศ.2530ใช้บังคับซึ่งมาตรา7ให้ยกเลิกความในส่วนที่3ข้อ63ถึง80แล้วก็ตามแต่ในมาตรา9วรรคหนึ่งบัญญัติว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างและประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดทางหลวงที่มีความจำเป็นต้องสร้างโดยเร่งด่วนซึ่งออกโดยอาศัยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ลงวันที่28พฤศจิกายนพ.ศ.2515ให้คงใช้บังคับได้ตามอายุของพระราชกฤษฎีกานั้นและวรรคสองของมาตรานี้บัญญัติทำนองเดียวกับมาตรา36วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ว่าด้วยการเวนคืนและการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นอันใช้ได้แต่การดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ดังนั้นพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่14กรกฎาคม2531เมื่อปรากฏว่าภายในระยะเวลาดังกล่าวจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจะเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงและได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินต่อสำนักงานวางทรัพย์ฯเพื่อให้โจทก์รับเงินไปอันเป็นการดำเนินการภายในอายุพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจำเลยจึงมีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา13วรรคสองและวรรคสาม โจทก์ปลูกสร้างอาคารพิพาทในเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ลงวันที่28พฤศจิกายน2515ข้อ74(2)หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา24(1)โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนค่าขนย้ายหรือค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพจากจำเลยได้ โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนคือ0-1-26ไร่ที่ดินทางด้านทิศเหนือมีส่วนของที่ดินเหลืออยู่(ยาว)เพียง1.5วาอีกทั้งที่ดินส่วนที่เหลืออยู่นั้นก็มิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลืออีกต่อไปจำเลยจึงต้องเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ด้วยซึ่งราคาที่ดินตามที่ซื้อขายกันไร่ละ400,000บาทจำเลยจึงต้องจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน240,000บาทจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่เหลือสามารถใช้ทำประโยชน์ได้จำเลยไม่จำเป็นต้องเวนคืนในส่วนที่เหลือศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ4ว่าจำเลยจะต้องใช้ค่าทดแทนค่ารื้อถอนค่าขนย้ายและค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติแก่โจทก์หรือไม่เพียงใดเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทรวมไว้แล้วว่าจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ยาวเพียง1.5วาไม่เหมาะสมที่โจทก์จะใช้ประโยชน์และจำเลยต้องเวนคืนและจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์หรือไม่ด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา20วรรคหนึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่เวนคืนทำการเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากเจ้าของเพราะที่ดินส่วนที่เหลือนั้นเหลืออยู่น้อยหรือมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำประโยชน์ต่อไปโดยกำหนดให้เจ้าของที่ดินขอต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนเสียก่อนเพื่อเจ้าหน้าที่เวนคืนจะได้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวคดีนี้เมื่อเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แนะนำให้โจทก์ไปร้องขอต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนโจทก์หาได้ดำเนินการตามคำแนะนำไม่อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนในส่วนนี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่14467 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง (พนัสนิคม) จังหวัดชลบุรีเนื้อที่ 2 งาน 56 ตารางวา ซึ่งมีอาคารตึกแถว 2 ชั้น และอาคารโรงเก็บรถยนต์ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2531จำเลยมอบให้นายช่างเขตการทางฉะเชิงเทรามีหนังสือแจ้งมายังโจทก์เพื่อจะเข้าครอบครองและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัด สายชลบุรี - บ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 - อำเภอแกลง ดอนบ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ -ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 331 - อำเภอแกลง พ.ศ. 2521 ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2531 นายช่างแขวงการทางชลบุรีได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจากสำนักงานวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 2 เป็นเงิน 6,300 บาท โจทก์ไม่ตกลงด้วยจึงยังไม่รับเงิน ทั้งการเวนคืนจำเลยมิได้กระทำภายในระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ใช้บังคับ จึงไม่อาจอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาใช้บังคับเงินคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ได้ การกำหนดค่าทดแทนยังไม่ถูกต้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนที่ดินเป็นเงิน 250,000 บาทค่าทดแทนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างค่าขนย้ายและค่าเสียหายเป็นเงิน1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีของต้นเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์จะได้รับเพิ่มขึ้นจากเงินที่จำเลยนำไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2531จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัดสายชลบุรี - บ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข331 - อำเภอแกลง ตินบ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 - อำเภอแกลง พ.ศ. 2521 ประกาศใช้ และต่อมาอธิบดีกรมทางหลวงได้กำหนดเขตทางหลวงที่จะเวนคืน ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวเขตทางหลวงที่ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เนื้อที่ 1 งาน 26 ตารางวา อธิบดีกรมทางหลวงได้ให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจกำหนดแนวเขต กำหนดราคาสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว และได้ชดใช้เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลในที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเรียบร้อยแล้วแต่โจทก์ไม่พอใจค่าทดแทนที่ดินจึงไม่ยื่นคำร้องขอรังวัดและรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยกระทำการตามหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการเวนคืนดังกล่าวได้ โจทก์และสามีก่อสร้างอาคารตึกแถว2 ชั้นในแนวเขตทางหลวงดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเขตทางหลวงที่ได้เวนคืนตามกฎหมายและมิได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทราบเพื่อตรวจสอบแนวเขตก่อนทำการก่อสร้างไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างอาคารค่าขนย้ายสิ่งของ และค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ออกใช้บังคับ ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน 1 งาน26 ตารางวา จำนวน 6,300 บาท ชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ราคาค่าทดแทนเพิ่มอีก เนื่องจากที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 1 งาน 30 ตารางวา จำเลยจึงไม่ต้องเวนคืนที่ดินส่วนนั้นค่าก่อสร้างอาคารของโจทก์จำนวน 1,700,000 บาท ไม่ถูกต้องและเกินความจริง ค่าก่อสร้างอย่างมากไม่เกิน 50,000 บาททั้งได้ก่อสร้างมานานประมาณ 10 ปีแล้ว เมื่อหักค่าเสื่อมจะมีราคาไม่เกิน 20,000 บาท หากโจทก์ประกอบอาชีพก็คำนวณค่าเสียหายได้ไม่เกินวันละ 72 บาท เท่าอัตราแรงงานตามที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยตามกฎหมายในขณะเวนคืนให้คิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์เป็นเงิน 94,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 88,200 บาท ที่โจทก์จะได้รับเพิ่มขึ้นจากค่าทดแทนที่จำเลยนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 2 นับแต่วันที่21 กรกฎาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ และ จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ของต้นเงิน 88,200 บาท นับแต่วันที่13 กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไปนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยไม่ได้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ภายในระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ใช้บังคับ จำเลยแจ้งการเวนคืนตามเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นเวลาหลังจากที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ประกาศใช้บังคับแล้วจึงเกิน 4 ปี ตามมาตรา 6 ของ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 807/2539 · ทนอย Thanoy