คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 807/2540
หลักกฎหมาย
การที่จะได้สิทธิในทางภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1401นั้นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์จะต้องใช้ทางผ่านที่ดินภารยทรัพย์โดยมิได้ขออนุญาตจากเจ้าของและมิใช่เป็นการใช้โดยถือวิสาสะติดต่อกันมาเกิน10ปีห้างหุ้นส่วนจำกัดส. ได้ดำเนินการจัดสรรแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยปลูกตึกแถวขายพร้อมที่ดินประมาณ40คูหาแก่บุคคลทั่วไปโดยเหลือที่ดินทำเป็นถนนตรงกลางคือทางพิพาทเพื่อให้บุคคลที่มาซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดส. แสดงออกโดยชัดแจ้งต่อบุคคลที่มาซื้อตึกแถวพร้อมที่ดินว่าไม่หวงห้ามหรือสงวนสิทธิในทางพิพาทโดยยอมให้บุคคลที่ซื้อตึกแถวพร้อมที่ดินใช้ทางพิพาทอันกระทบถึงสิทธิของห้างหุ้นส่วนจำกัดส. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางพิพาทบิดาโจทก์ซื้อตึกแถวพร้อมที่ดินและได้ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะมาตั้งแต่ปี2505จึงมิใช่เป็นการใช้โดยถือวิสาสะเมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรมที่ดินและตึกแถวเป็นมรดกตกทอดได้แก่โจทก์โจทก์ก็ได้ใช้ทางพิพาทเช่นเดียวกับบิดาโจทก์โดยมิได้ขออนุญาตจากใครและมิได้ใช้โดยถือวิสาสะไม่เคยมีใครมาห้ามมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาทและเมื่อจำเลยที่1ซื้อที่ดินโฉนดทางพิพาทจากกรมบังคับคดีเมื่อปี2527จำเลยที่1ก็ไม่เคยห้ามมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาทจำเลยก็ยอมรับว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมเพียงแต่โต้แย้งว่าไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกลงดังนี้ถือได้ว่าบิดาโจทก์และโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเพื่อจะให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมโดยไม่จำต้องแสดงเจตนาเป็นเจ้าของการที่จำเลยที่1เก็บค่าเช่าจากพวกพ่อค้าที่มาตั้งแผงขายสินค้าบริเวณสองข้างทางพิพาทจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่1ใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทางพิพาทต่อบุคคลอื่นที่มิใช่เจ้าของสามยทรัพย์ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการได้สิทธิในทางภารจำยอมโดยอายุความของโจทก์ บิดาโจทก์ใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่ปี2505อายุความที่จะได้สิทธิจึงเริ่มนับตั้งแต่ปี2505เมื่อโจทก์รับมรดกที่ดินจากบิดาโจทก์ก็ได้รับประโยชน์จากอายุความนั้นด้วยและนับติดต่อกันกับช่วงที่โจทก์ใช้ทางพิพาทต่อจากบิดานับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน10ปีทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ปากทางพิพาทนี้เดิมกว้าง6.80เมตรเมื่อจำเลยที่1สร้างอาคาร6ชั้นคร่อมปากทางเสาและผนังอาคารกินทางเข้ามาข้างละ65เซนติเมตรจึงทำให้ทางพิพาทแคบเข้า1.30เมตรคงเหลือเป็นทางอยู่5.50เมตรการกระทำของจำเลยที่1เจ้าของภารยทรัพย์เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดลงไปและเสื่อมความสะดวกเพราะเดิมทางกว้าง6.80เมตรรถยนต์วิ่งสวนกันเข้าออกได้สะดวกเมื่อทางเหลือเพียง5.50เมตรรถยนต์ย่อมวิ่งเข้าออกสวนกันไม่ได้สะดวกถึงแม้จำเลยที่1จะได้ซื้อที่พิพาทมาโดยสุจริตไม่รู้ว่าที่พิพาทตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์และที่ดินของผู้ที่ซื้อที่ดินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดส. ผู้จัดสรรขายแล้วก็ตามก็ไม่ทำให้ภารจำยอมนั้นสิ้นสภาพไปจำเลยที่1จึงต้องรื้ออาคารที่จำเลยที่1ปลูกสร้างคร่อมทางภารจำยอมออกไปการที่จำเลยที่1ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่2ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ปลูกสร้างอาคารได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ.2522ก็ไม่เป็นเหตุที่จำเลยที่1จะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวเพื่อจะไม่ต้องรื้อถอนอาคารพิพาทถึงแม้คำสั่งของจำเลยที่2จะชอบด้วยกฎหมายก็ไม่อาจลบล้างสิทธิการได้ทางภารจำยอมของโจทก์ได้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่1รื้อถอนอาคารพิพาทออกจากทางภารจำยอมแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่2ที่อนุญาตให้จำเลยที่1ทำการปลูกสร้างอาคารพิพาทนั้นต่อไป
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 พร้อมอาคารตึกแถวเลขที่ 298/15 ซอยสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรักกรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2239ซึ่งปัจจุบันเป็นของจำเลยที่ 1 โดยเจ้าของที่ดินเดิมได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อย แล้วขายแก่บุคคลทั่วไปหลังจากแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 เหลือเนื้อที่ 93 ตารางวาได้ทำเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ทางเข้าด้านหน้ากว้าง 6.80 เมตรด้านหลังสุดกว้าง 8.50 เมตร ลึก 47.50 เมตร เพื่อให้ผู้ซื้อและโจทก์ได้ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ออกสู่ถนนสีลมรวมทั้งได้ก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ท่อระบายน้ำไว้ด้วยซึ่งโจทก์และผู้ซื้อรายอื่นได้ใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ซึ่งเป็นทางพิพาทเป็นทางเดินและทางรถยนต์ออกสู่ถนนสีลมมาเกินกว่าสิบปี ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2531จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึก 6 ชั้นบนทางพิพาทต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหน้าที่พิจารณาคำขอต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แต่จำเลยที่ 2 ไม่อนุญาต โดยอ้างเหตุว่าจะทำให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเลื่อนความสะดวกลงวันที่ 29 ธันวาคม 2531 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 3ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยจำเลยที่ 3เป็นประธานในคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ปกปิดข้อเท็จจริงต่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ว่าทางพิพาทมิได้เป็นทางภารจำยอมและการก่อสร้างอาคารจะไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปและเสื่อมความสะดวกลง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11หลงเชื่อ และวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2จึงได้พิจารณาออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2531จำเลยที่ 1 ได้ทำการก่อสร้างอาคารคร่อมทางพิพาท เจ้าของที่ดินรายอื่นได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ และห้ามไม่ให้กระทำการใดใดอันเป็นการกีดขวางทางพิพาท จำเลยที่ 1 จึงหยุดทำการ ต่อมาเดือนเมษายน 2533 ต่อเนื่องจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดี จำเลยที่ 1ได้ทำการก่อสร้างอาคารคร่อมทางพิพาท โดยเว้นชั้นล่างของอาคารให้เป็นทางสำหรับเข้าออก แต่เสาอาคารขนาดใหญ่หลายต้นอยู่บนทางพิพาท ทำให้ทางพิพาทแคบลงอันเป็นเหตุให้ทางภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเพราะรถยนต์ไม่สามารถวิ่งเข้าออกสู่ถนนสีลมได้ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นเหตุให้ที่ดินและตึกแถวของโจทก์กลายเป็นที่อับทึบ ไม่อาจรับแสงแดดและลมได้ตามปกติ เป็นที่ลับตาเสื่อความเจริญทางธุรกิจ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นทางภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรักกรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และห้ามจำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ให้ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างรวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและซ่อมแซมทางพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 กับขอให้พิพากษาว่าคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3ถึงที่ 11 ไม่ชอบและขัดต่อกฎหมายเพิกถอนใบอนุญาตของจำเลยที่ 2ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคาร จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทางภารจำยอม จำเลยที่ 1 ซื้อได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ที่ดินดังกล่าวเจ้าของเดิม และจำเลยที่ 1 ไม่เคยแสดงเจตนาหรืออุทิศให้เป็นทางภารจำยอม และนับแต่จำเลยที่ 1ซื้อที่ดินมา โจทก์ยังใช้ที่ดินดังกล่าวไม่ถึงสิบปี จำเลยที่ 1ในฐานะเจ้าของที่ดินจึงมีแดนแห่งกรรมสิทธิ์ทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดิน มีสิทธิใช้สอยรวมทั้งขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้ามาเกี่ยวข้อง และหากศาลฟังว่าเป็นทางภารจำยอม การก่อสร้างอาคารคร่อมทางภารจำยอมก็ไม่ทำให้ประโยชน์ของทางลดน้อยถอยลงหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้สอยหรือเสื่อมสภาพในการใช้ประโยชน์แก่อย่างใดนั้นในการที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ต่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 นั้น จำเลยที่ 1มิได้ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทางพิพาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11ได้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยชอบ จำเลยที่ 2 จึงได้ออกใบอนุญาตให้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนใบอนุญาต ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ให้การว่า ในการพิจารณาคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อเห็นว่ากา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง