คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 8071/2549
หลักกฎหมาย
อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลทางหลวงแผ่นดินทั่วราชอาณาจักร การเวนคืนที่ดินเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ของจำเลย การกระทำของอธิบดีกรมทางหลวงในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้แทนและตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยจึงผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย กรณีเช่นนี้ถือว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ราคาที่ดินของโจทก์ขณะถูกเวนคืนมีราคาในท้องตลาดตารางวาละ 120,000 บาท โดยโจทก์เทียบเคียงกับราคาที่ดินที่ซื้อขายเพื่อสร้างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ติดถนนเพชรเกษม ห่างจากที่ดินของโจทก์ 300 ถึง 400 เมตร และที่ดินที่ขายให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างที่ดินของโจทก์ประมาณ 1,200 เมตร แต่การซื้อขายที่ดินดังกล่าว เป็นการซื้อขายที่ฝ่ายผู้ซื้อต้องการได้ที่ดินไปเพื่อใช้เป็นที่ทำการและเป็นการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการซื้อขายที่มีวัตถุประสงค์พิเศษแตกต่างจากการซื้อขายของบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ขายสามารถเรียกราคาได้สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดได้ จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบโดยตรงเพื่อกำหนดเป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามโฉนดเลขที่ 25506 เนื้อที่ 19.30 ตารางวา นั้น เดิมที่ดินแปลงนี้อยู่ติดถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว หลังถูกเวนคืนอาคารพาณิชย์ของโจทก์ 2 ห้องที่ปลูกบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทำการค้าโดยเปิดร้านอาหารนั้นยังใช้ประโยชน์ได้ ก่อนหน้าที่ดินของโจทก์แปลงนี้จะถูกเวนคืนลูกค้าของโจทก์ก็ต้องจอดรถที่หน้าร้านบนถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว การที่ที่ดินของโจทก์แปลงนี้ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1.70 ตารางวา และต้องมาอยู่ใกล้มุมสี่แยกซึ่งจำเลยมีข้อกำหนดไม่ยอมเปิดทางเพื่อเข้าออกสู่ทางหลวงก็ตาม แต่หลังจากมีการขยายทางหลวงตามแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืน ลูกค้าของโจทก์สามารถจอดรถบริเวณหน้าร้านของโจทก์ได้เช่นเดิม ประโยชน์จากการใช้ที่ดินแปลงนี้มิได้ลดลงไปจากเดิม แต่จากสภาพทำเลใหม่ที่มีการปรับปรุงทางแยกให้กว้างขึ้นทำให้ทัศนียภาพบริเวณดังกล่าวดีขึ้นกว่าเดิมและอาคารพาณิชย์ของโจทก์กลับดูเด่นเป็นสง่าเพราะด้านซ้ายมือเป็นหน้าต่างหรือใส่กระจกเพื่อรับแสงสว่างและอากาศบริสุทธิ์ได้ซึ่งต่างจากสภาพอาคารเดิมก่อนถูกเวนคืนที่ผนังอาคารด้านซ้ายมือเป็นผนังคอนกรีตทึบอยู่ติดอาคารพาณิชย์ของผู้อื่นตลอดแนวที่ดินของโจทก์แปลงนี้ที่เหลือจากการเวนคืนมิได้มีราคาลดลง ส่วนเรื่องเงินค่าทดแทนสำหรับอาคารส่วนที่เหลือซึ่งโจทก์อ้างว่ามีราคาลดลงนั้น อาคารของโจทก์ส่วนที่เหลือยังใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม อาคารส่วนที่เหลือของโจทก์จึงไม่ได้มีราคาลดลง การที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือให้โจทก์นั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว โจทก์ไม่จำต้องนำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารออมสินว่ามีอัตราเท่าใดเพราะเป็นกรณีที่มีกฎหมายพิเศษให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้นแต่จะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ต้องไม่เกินอัตราตามคำขอของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีภาระการพิสูจน์โดยจะต้องนำสืบในเรื่องอัตราดอกเบี้ยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในยอดเงินค่าตอบแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้นรวมกันนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 11 กำหนดให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 10 จึงไม่มีวันต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 วันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ย่อมเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดให้ไปรับเงินค่าทดแทน ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.14 อันเป็นวันที่จำเลยต้องนำเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ไปวางตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนมาตรา 26 วรรคสาม
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 55ป.วิ.พ. 249พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 10พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 11พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 28
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 2 แปลง ตั้งอยู่ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8547 เนื้อที่ 73 ตารางวา ถูกเวนคืนหมดทั้งแปลงตามโฉนดที่ดินเลขที่ 25506 เนื้อที่ 21 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1.70 ตารางวา อันเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ-คลองพรวน ตอนวังมะนาว-อำเภอชะอำ พ.ศ.2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไร่ละ 6,000,000 บาท เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 3.5 ชั้น เป็นเงิน 22,703 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนมีมติเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์จากไร่ละ 6,000,000 บาท เป็นไร่ละ 9,600,000 บาท และเพิ่มเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้อีก 9,416 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องและเป็นธรรม ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง มีราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะเวนคืนตารางวาละ 120,000 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 74.7 ตารางวา โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดอีก 7,843,500 บาท และมีสิทธิรับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่ถูกรื้อถอนออกไป ตารางเมตรละ 5,000 บาท รวมเนื้อที่ 9 ตารางเมตร เป็นเงิน 45,000 บาท เมื่อหักกับที่ได้รับมาแล้ว 22,703 บาท คงเหลือที่จำเลยต้องชำระเป็นเงิน 22,297 บาท และอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เหลืออยู่ 215 ตารางเมตร ราคาลดลงเพราะประโยชน์การใช้อาคารดังกล่าวลดลง คิดเป็นเงินตารางเมตรละ 2,000 บาท เป็นเงิน 430,000 บาท จากการเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ตรงมุมสี่แยกมีประโยชน์การใช้ลดลง ทำให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาลดลงร้อยละ 60 ของราคาท้องตลาด คิดค่าเสียหายส่วนนี้ตารางวาละ 72,000 บาท เนื้อที่ 19.30 ตารางวา เป็นเงิน 1,389,600 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มเกี่ยวกับที่ดินเป็นเงิน 9,233,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,424,975.10 บาท และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 452,297 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 67,844.55 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 11,178,216.65 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 9,685,397 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า เงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 1,195,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนั้นต้องไม่เกินในอัตราร้อยละสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน) โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 1,208,081 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 และ 25506 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 73 ตารางวา และเนื้อที่ 21 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 ตามลำดับพร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง เนื้อที่ 224 ตารางเมตร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 เมื่อปี 2536 มีการประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ-คลองพรวน ตอนวังมะนาว-อำเภอชะอำ พ.ศ.2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2536 การดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 8547 ถูกเวนคืนทั้งแปลง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 ถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเนื้อที่ 1.70 ตารางวา และอาคารพาณิชย์ของโจทก์ต้องถูกรื้อถอนไปเป็นเนื้อที่ 9 ตารางเมตร คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตารางวาละ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,120,500 บาท และเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 22,703 บาท เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 จำนวน 1,095,000 บาท ไปแล้ว แต่เงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโฉนดเลขที่ 25506 จำนวน 48,203 บาท โจทก์ไม่ทำสัญญาและไม่ไปรับเงิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงนำเงินดังกล่าวไปฝากธนา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง