ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 810/2540

หลักกฎหมาย

เงินภาษีอากรจำนวน50,677,905.41บาทที่โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่1ก่อนตรวจสอบตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรโดยมีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1ต่อโจทก์มีข้อตกลงว่าหากผลการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยที่1ผู้ขอคืนภาษีอากรต้องเสียภาษีแต่จำเลยที่1ไม่ชำระภาษีอากรตามการแจ้งการประเมินหรือสั่งให้ชำระไม่ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้วไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์หรือมีการโต้แย้งหรือไม่ก็ตามจำเลยที่2ยอมชำระให้จนครบถ้วนทันทีการคืนเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่1จึงมิใช่การคืนให้โดยเด็ดขาดแต่เป็นการคืนโดยมีเงื่อนไขว่าหากผลการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยที่1ไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวจำเลยที่1ต้องคืนเงินภาษีอากรที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ปรากฏว่าเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นเจ้าพนักงานของโจทก์เห็นว่าจำเลยที่1ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี2530เกินกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ณที่จ่ายเป็นเหตุให้ไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีอากรจำนวน50,677,905.51บาทที่ได้รับคืนไปโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์แล้วจำเลยทั้งสองไม่คืนให้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที1คืนเงินภาษีอากรที่จำเลยที่1ขอคืนไปจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิได้และมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่2รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์มิได้ฟ้องเรียกเงินภาษีอากรที่จำเลยที่1ต้องชำระตามหนังสือแจ้งการประเมินซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใดแต่เป็นการฟ้องให้จำเลยที่1คืนเงินภาษีอากรที่ขอคืนก่อนตรวจสอบโดยจำเลยที่1มีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากรพ.ศ.2529ข้อ15.2ข.โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้แม้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ตาม โจทก์มิได้ฟ้องเรียกให้จำเลยที่1ชำระภาษีอากรตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่1คืนเงินภาษีอากรที่ขอคืนก่อนตรวจสอบโดยมีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วจำเลยที่1ยังต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี2530เกินกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ณที่จ่ายเมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่12ตุลาคม2536แจ้งให้จำเลยที่1นำเงินภาษีอากรจำนวน50,677,905.41บาทมาคืนโจทก์ภายใน30วันนับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าวจำเลยที่1ได้รับหนังสือเมื่อวันที่14ตุลาคม2536จำเลยที่1จึงมีสิทธินำเงินจำนวนดังกล่าวไปคืนโจทก์ภายในวันที่13พฤศจิกายน2536เมื่อจำเลยที่1ไม่มาชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินภาษีอากรที่จำเลยที่1รับคืนไปจากโจทก์จำนวน50,677,905.41บาทได้ในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันที่14พฤศจิกายน2536เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา224มิใช่นับแต่วันที่14ตุลาคม2536หรือวันที่จำเลยที่1รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่2ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่1ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันมีข้อความยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1ต่อโจทก์เป็นเงิน50,677,905.41บาทพร้อมทั้งเงินเพิ่มดังนี้คำว่าเงินเพิ่มนั้นประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ในมาตรา27กรณีบุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนและมาตรา27ทวิให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินภาษีดังนั้นเงินเพิ่มจึงมิใช่ดอกเบี้ยเมื่อกรณีพิพาทในคดีนี้ไม่มีเงินเพิ่มตามสัญญาค้ำประกันได้ระบุจำนวนเงินที่จำเลยที่2ต้องรับผิดจึงไม่ใช่การค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา683จำเลยที่2จึงคงรับผิดในวงเงิน50,677,905.41บาทแต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินจำเลยที่2จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา224เมื่อโจทก์มีหนังสือลงวันที่15ธันวาคม2536แจ้งให้จำเลยที่2ทราบว่าการตรวจสอบภาษีอากรเสร็จสิ้นแล้วผลการตรวจสอบจำเลยที่1ต้องส่งคืนเงินภาษีอากรที่รับคืนเกินไปและให้จำเลยที่2ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่1นำเงินจำนวน50,677,905.41บาทไปชำระแก่โจทก์จำเลยที่2ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่20ธันวาคม2536แล้วไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีจากต้นเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่21ธันวาคม2536เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งคืนภาษีอากรหรือชำระหนี้ภาษีอากรคืนพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 66,745,578.29 บาทแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินภาษีจำนวน 50,677,905.41 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ต่อสู้ คดี ขอให้ ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งคืนเงินภาษีอากรจำนวน 50,677,905.41 บาท ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของเงินภาษีอากรดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2536เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530ว่าจำเลยที่ 1 มีกำไรสุทธิ 243,924,830.47 บาท จำนวนเงินภาษี85,373,690.65 บาท เครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายชำระไว้แล้ว136,051,596.06 บาท ภาษีเงินได้ที่ชำระไว้เกิน 50,677,905.41 บาทตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 37 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2532จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรที่อ้างว่าได้ชำระไว้เกินจำนวนดังกล่าวตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 10 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1ในการคืนเงินภาษีอากรระหว่างการตรวจสอบภาษีอากร ตามหนังสือค้ำประกันลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 9และโจทก์ได้คืนเงินภาษีอากร 50,677,905.41 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1ไปแล้ว ก่อนการตรวจสอบตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2533 ตามเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 15 จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ปรากฏว่าไม่มีเงินภาษีอากรต้องคืนตามคำร้อง จำนวน 50,677,905.41 บาทและจำเลยที่ 1 ยังต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมอีก 3,182,397.36 บาทคำนวณถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2536 ต้องชำระเบี้ยปรับ 3,182,397.36บาท เงินเพิ่ม 3,007,365.48 บาท รวมเป็นเงินภาษีต้องชำระทั้งสิ้น9,372,160.20 บาท ตามการคำนวณเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 97 เจ้าพนักงานประเมินจึงได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1ให้นำเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวไปชำระจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 104, 103 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน2536 จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมายจ.2 แผ่นที่ 132 วันที่ 12 ตุลาคม 2536 โจทก์ได้มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ส่งคืนเงินภาษีอากรที่รับคืนเกินไปจำนวน50,677,905.41 บาท ตามหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่รับเกินไป เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 29 และวันที่ 22 ตุลาคม2536 จำเลยที่ 1 มีหนังสือขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องส่งคืนเงินภาษีอากรที่รับคืนไปตามเอกสารหมายลบ.1 แผ่นที่ 42 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที 2 นำเงินค้ำประกันไปชำระตามเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 31 ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะทำการพิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 50,677,905.41 บาทจากเงินเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1ก่อนการตรวจสอบตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากรพ.ศ. 2529 ข้อ 15.2 ข. โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งมีข้อตกลงว่า หากผลการตรวจสอบปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขอคืนภาษีอากรดังกล่าวต้องเสียภาษีอากร แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระภาษีอากรตามการแจ้งการประเมินหรือสั่งให้ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์หรือมีการโต้แย้งหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 2 ยอมชำระให้จนครบถ้วนทันที คดีพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพัน ซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา 7(4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจพิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2540 · ทนอย Thanoy